คุยกันต่อกับคุณ Mars เรื่องปาเลสไตน์

อีเมล พิมพ์

ที่มา กระทู้ในเว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม ห้องราชดำเนิน

จากคุณ โมเสส 6 ส.ค. 45 ถกเถียงกันเรื่องประวัติศาสตรอิสราเอล-ปาเลสไตน์กับคุณ Mars พอสมควร ขอบคุณผู้เข้าร่วมแจมทั้งหลาย รวมถึงหางเครื่องตลอดกาลอย่างคุณผู้สังเกตการณ์ตัวจริง ตกลง ผมขอสรุปประวัติศาสตร์ตามเวอร์ชั่นของผมอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณ Mars จะปฏิเสธหรือแย้งตรงใหน เชิญครับ คนอื่นร่วมแจมได้ครับ

1. ชาวยิวรวมตัวกันจัดตั้งขบวนการไซออนิสต์ เพื่อการมีรัฐสำหรับชาวยิว สถานที่ที่เฮิซต์เลือกไว้ตั้งแต่แรก มี 3 ที่ คือ คาบสมุทรไซนายในอียิปต์ ไซเรไนกาในลิเบีย และปาเลสไตน์ แต่ชาวยิวส่วนใหญ่เลือกที่ปาเลสไตน์ และเฮิซต์ก็ได้เสนอข้อเรียกร้องนี้แก่สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 แห่งออตโตมันเตอร์ก แต่สุลต่านปฏิเสธ

2. รามโลกครั้งที่ 1 ชาวยิว ซึ่งมีอิทธพลเหนือรัฐบาลอังกฤษ(เหมือนกับอเมริกาตอนนี้) ก็ผลักดันให้อังกฤษสนับสนุนให้ชาวยิวจากที่ต่างๆอพยพเข้าไปในปาเลสไตน์ ขบวนการไซออนิสต์มีบทบาทอย่างมากในเรื่องนี้ ชาวยิวที่เดิมมีไม่ถึง 8,000 คน เพิ่มขึ้นเป็นแสนๆ ในปี 1947

3. เมื่อยิวเข้มแข็งขึ้น ก็ขอมีรัฐของตนเองในปาเลสไตน์ อังกฤษจึงถอนตัว โดยมอบให้สหประชาชาติเป็นผู้กำหนดเขตแบ่งประเทศนี้ขึ้นในปี 1947 ประกาศให้การรับรองรัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์ในปี 1948

4. อิสราเอลไม่พอใจกับเส้นแบ่งเขตแดนนี้ ดังคำกล่าวของเมนาเฮม เบกิน ผู้นำกองกำลังติดอาวุธยิวที่กล่าวว่า

“การแบ่งปาเลสไตน์ออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ไม่ถูกต้อง มันจะไม่ได้รับการยอมรับ ...... เยรูซาเลมเคยเป็นและมันจะเป็นเมืองหลวงของเราตลอดกาล อิเรสต์อิสราเอลจะถูกสถาปนาขึ้นเพื่อชาวอิสราเอล ทั้งหมดและตลอดไป” (Iron Wall p. 25)

กองกำลังติดอาวุธของยิวได้บุกเข้าสังหารหมู่ ปล้นสะดมชาวอาหรับในเขตของอิสราเอล เช่น การสังหารหมู่ที่ดิรยาซีน ทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากเกรงกลัวความโหดร้ายของยิว อพยพละทิ้งบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก มีชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยถึง 500,000- 700,000 คน กระจัดกระจายอยู่ทั่วในเขตยึดครองและประเทศอาหรับอื่นๆ

5. จอร์แดนเข้ายึดครองดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ขณะที่อียิปต์และชาติอาหรับอื่นๆ ก็รวมพลเพื่อเข้าช่วยเหลือปาเลสไตน์ ส่วนใหญ่มุ่งป้องกันเขตของปาเลสไตน์ โดยไม่พยายามบุกเข้าไปในเขตของยิวแต่อย่างใด ขณะที่ยิวพยายามบุกเข้าไปในเขตของอาหรับ นอกเหนือจากที่ UN กำหนดไว้ กำลังของอาหรับก็น้อยกว่าทหารของอิสราเอล (ไม่ว่า 60,000 คนตามข้อมูลของคุณ Mars หรือ 90,000 ตามข้อมูลของผมซึ่งอ้างจากคำพูดของ Martin Van Creveld (renowned Israeli military strategist) และ Martin Gilbert นักประวัติศาสตร์โปรยิว) ผลสุดท้ายอาหรับจึงแพ้ และปาเลสไตน์ก็แบ่งเป็นดังแผนที่ข้างล่าง โดยอิสราเอลได้ดินแดนปาเลสไตน์จำนวนมาก อียิปต์ได้ฉนวนกาซ่า และจอร์แดนได้ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน

 

6. เกิดสงครามอีกหลายครั้ง เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก บางครั้งอาหรับเป็นฝ่ายเริ่ม บางครั้งยิวเป็นฝ่ายเริ่ม แต่ในสงครามปี 1967 อิสราเอลก็ได้ฝั่งตะวันตกและฉนวนกาซ่าไป อิสราเอลกำหนดให้เป็นเขตยึดครอง โดยไม่ได้ผนวกเป็นของอิสราเอลแต่อย่างใด

7. ตลอด 20 ปีของการยึดครอง ปาเลสไตน์และชาติอาหรับทั้งเรียกร้องขอเจรจาสันติภาพ และเคลื่อนไหวด้วยกำลังทหาร เช่น ขบวนการ PLO แต่อเมริกาและอิสราเอลปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายอาหรับตลอด การลุกฮือเพื่อเรียกร้องเอกราชของชาวปาเลสไตน์ในเขตยึดครองเริ่มขึ้นในปี 1989-90 เรียกว่า The 1st Intifadah

8. หลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย อเมริกาเข้าไปจัดการให้มีการเจรจา จนเกิดข้อตกลงออสโล ปูทางให้มีการจัดตั้งรัฐเอกราชของปาเลสไตน์ โดยทางปาเลสไตน์และชาติอาหรับจะให้การยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล (ก่อนหน้านั้น ถือว่าดินแดนทั้งหมดต้องเป็นของปาเลสไตน์) ส่วนอิสราเอลก็จะทยอยมอบดินแดนเขตยึดครองคืนแก่ปาเลสไตน์ และจะประกาศเอกราชให้ปาเลสไตน์ประมาณปี 2000 ผลก็คือทำให้ทั้งนายอราฟาต(ปาเลสไตน์)และราบิน(อิสราเอล)ได้รับรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ

9. อุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้น ก็คือ กลุ่มแนวคิดหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่ายจะไม่เห็นด้วย ฮามาสไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล ขณะที่ฝ่ายขวาและชาวยิวในนิคมก็ต้องการผนวกเขตยึดครองเป็นของอิสราเอล ชาวยิวในนิคมเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 คน กระจายอยู่ทั่วเขตยึดครอง

สันติภาพที่ทำท่าว่าจะเรืองรองต้องสะดุดลง เมื่อนายราบินถูกลอบสังหารโดยชาวยิวหัวรุนแรง

10. หลังจากนั้นอิสราเอลก็มีนายกฯอีกสองคน คือ เปเรสและบารัก ซึ่งค่อนข้างจะประณีประนอม และพยายามผลัดดันสันติภาพให้เกิดขึ้น แต่ด้วยความกดดันจากชาวยิวหัวรุนแรง เอฮุด บารัก จึงเสนอแผนเจรจาสันติภาพรูปแบบใหม่ที่ไม่คืนเอกราชแก่เขตยึดครองเสียทั้งหมด แต่จะอยู่ในรูปแบบของรัฐภายในที่ถูกปิดล้อมโดยนิคมและเขตความมั่นคงของอิสราเอล ชาวปาเลสไตน์เริ่มไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะได้เอกราชหรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะถูกหลอกเสียแล้ว ชาวปาเลสไตน์คิดไปถึงขั้นที่ว่า อเมริกาเข้ามาจัดการให้มีข้อตกลงออสโล ก็เพราะไปตกปากรับคำกับชาติอาหรับที่ช่วยรบกับอิรัค แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีความจริงใจแต่อย่างใด

11. สุดท้าย ชาวยิวก็เลือกนายชารอนที่มีหัวรุนแรงขึ้นเป็นนายกฯ บุคคลผู้นี้เองที่ไปปรากฏตัวแถบ Dome of the Rock ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขตยึดครองต้องเป็นของอิสราเอล การลุกฮือของชาวปาเลสไตน์( the 2nd Intifadah) จึงเกิดขึ้น และกลายมาเป็นความรุนแรงจนถึงปัจจุบัน

จากคุณ Haa 7 ส.ค. 45 ผมก็จะขอแสดงความคิดเห็นของผมบ้าง
อันดับแรก ผมเบื่อการชอบอ้าง ว่ายิวมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลอังกฎษ หรือ รัฐบาลอเมริกัน
เป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ เพราะเป็นการมองว่ารัฐบาลพวกนี้คิดอะไรเองไม่เป็น พูดอย่างกะว่าอเมริกา
ไปรบในยุโรปในช่วง WWII นี่เป็นเพราะ คนอังกฎษมีอิทธิพลเหนือคนอเมริกัน หรือ การไปรบในเวียดนามหรือการสนับสนุนไต้หวัน ของอเมริกา ก็เพราะ คนในประเทศนั้นๆมีอิทธิพลต่อนโยบายของอเมริกา ที่จริงตอนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
หรือ แม้แต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนยิวในยุโรปก็ถูก เข่นฆ่า เพราะความเกลียดชังของคนยุโรปต่อคนยิว แต่คนยิวอยู่กระจัดกระจายไปทั่วยุโรป ไม่ได้อยู่ร่วมตัว
กันเป็นประเทศที่จะพอช่วยกันป้องกันตนเองได้ จึงมีแนวคิดที่จะก่อตั้งประเทศของตนเองสักแห่ง
แนวคิดนี้ยิ่งมีพลังรุนแรขึ้นเมื่อมีการเข่นฆ่าชาวยิวในรัซเซีย และ โดยเฉพาะโดย นาซีฮิตเล่อ อังกฎษก็มองเห็นปัญหาตรงนี้ เลยสนับสนุนให้ยิวไปอยู่ในดินแดนปาเสลไตน์ซะ
(อย่างนึงอาจจะเป็นเพราะเป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์ของชาวยิว และดินแดนตรงนั้นส่วนใหญ่ก็ว่างเปล่า มึคนอาหรับอยู่จำนวนไม่มากนัก) ตอนนั้นดินแดนปาเลสไตน์ก็เป็นอนานิคมของอังกฎษ ตอนแรกคนยิวก็อพยพไปอยู่ไม่มากเท่าไหร่
แต่พอมีการเข่นฆ่ายิวในรัซเซีย และ ฮิตเล่อทำการเข่นฆ่ายิว คนยิวก็แห่กันอพยพไปอยู้ในปาเลสไตน์มากขึ้น ซึ่งคนยิวมาจากยุโรป มีแนวคิด การเป็นอยู่แบบยุโรป มาเจอพวกอาหรับที่ยังมีแนวคิดความเป็นอยู่แบบโบราน (และล้าสมัย) ก็เกิดปัญหาการเข้ากันได้ระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ยิ่งยิวมีการพัฒนาตนเองร่ำรวย ประสพความสำเร็จ
พัฒนาดินแดน นี้ขึ้นมา แน่นอน ย่อมเกิดความอิจฉาริสยา บวกทั้งคนยิวเริ่มคิดอ่านจะก่อตั้งประเทศ ทำให้คนอาหรับแถวนั้นไม่พอใจ ก็เกิดการรบราฆ่าฟัน
เพื่อเรียกร้อง ดินแดน แต่ก็แพ้ยิวมาตลอด (เรื่องราวตรงนี้ผมจะโพสเพิ่มเติมอีกที)

ส่วนเรื่องสัญญาสันติภาพ ที่ คลินตัน ช่วยเจนจาให้นั้น ทางอิสราเอล พร้อมที่จะคืนดินแดนให้ชาวปาเลสไตน์เรียกร้องถึง ๙๕% แต่อาราฟัตกลัวตาย ไม่กล้าเซ็นสัญญานี้ เพราะกลัวพวกหัวรุนแรงจะฆ่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเป็นผู้นำระหว่าอาราฟัต กับ อันวา ซาดัด ของอิยิปต์

รายนะเอียดสันติภาพของคลินตันไปอ่านได้ที่ http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/middle_east/1100365.stm

แม้แต่ตอนนี้เอง อาราฟัตยังมาเสียใจถึงการไม่กล้าตัดสินใจ จนเหตุการและเทะ
มาถึงจนทุกวัน อิสราเอลเลยไม่อยากจะเจรจาด้วยกับอาราฟัต

"คุณรู้ใหมว่า ไม่เคยมีประเทศที่เรียกว่าปาเลสไตน์มาก่อน หรือ ไม่เคยมีกลุ่มคนที่เรียกว่าคนปาเลสไตน์ในดินแดนนี้
ในแนวคิดที่ว่า ใน West Bank หรือ กาซ่า ที่ถูกครอบครองเป็นดินแดนของปาเลสไตน์ หรือ ของคนปาเลสไตน
และคนปาเลสไตน์ต่อสู้เพื่อดินแดนของเขา ได้รับการยอมรับจากประเทศทั่วโลกและสื่อต่างๆ
แต่จริงๆแล้ว พวกที่พยายามผลักดันแนวคิดนี้ก็เป็นพวกที่โกหกคำโตต่อมนุษย์ร่วมโลกดีๆนี่เอง
เพราะไม่เคยมีคนปาเลสไตน์มากก่อน คนพวกนี้ก็เป็นคนอาหรับ เหมือนพวกอาหรับทั่วไป เพียงแต่พวกนี้ได้อาศัย
อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าปาเลสไตน์ และคนพวกนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอาหรับทั่วไปอย่างใดเพราะแยกกันไม่ออก ไม่ว่าจะภาษา ศาสนา วัฒนะธรรม
ที่จะแตกต่างกันก็เหมือนอย่างในสหราชอาณาจักร์ที่มีอังกฤษ เวลส์ สกอต อะไรทำนองนี้ ซึ่งความแตกต่างตรงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพราะอาหรับที่อยู่ในซีเรีย
จอแดนที่แตกต่างเพราะมีรัฐบาลที่แตกต่างกันแค่นั้น ที่เรียกกันว่า ชาวปาเลสไตน์ว่าเป็นประเทศอีกต่างๆหากนั้นก็ไม่ใช่ เพราะไม่เคยมีการอ้างอิงว่าเป็นคนคนละเผ่าพันธ์

พวกอาหรับที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบัญส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพวกคนดั้งเดิมพื้นเมือง แต่หลังจากที่ชาวยิว
ได้เปลี่ยนแปลงทะเลทรายให้เป็นดินแดนที่ทำประโยชน์ได้ พวกอาหรับก็พากันอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ และ
นายอาราฟัตเองก็เกิดและเติบโตในประเทศอิยิปต์

ก่อนที่จะมีการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี ๑๙๔๘ ที่เกิดเป๊นเช่นนี้ขึ้นมาได้ ก็เพราะเรื่องโกหกเกี่ยวกับสถานภาพของพวกนี้ที่แตกต่าง ว่าเป็น ชาวปาเลสไตน์
เพื่อจะให้เป็นเหตุผลในความชอบธรรมเพื่อที่จะไประเบิดพลีชีพ เพื่อเอามาฆ่าพลเรือน เด็ก ผู้หญิง และ คนธรรมอย่างเหี้ยมโหด ก็แค่นั้น ก็เพราะคำโกหกเหล่านี้
องค์การสหประชาชาติ และ สื่อพากันประนามอิสราเอล
ซึ่งไม่ได้ทำการปราบปรามพวกก่อการร้ายที่ทำต่ออิสราเอลพวกนี้อย่างโหดมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในแถวนั้นถ้าเจอเหตุการอย่างเดียวกัน

ในช่วงปี 1948 ถึง 1967 เมื่อดินแดนนี้ถูกครอบครองโดยจอร์แดน และ อิยิปต์ มีน้อยคนที่พูดถึงเรื่องรัฐปาเลสไตน์
ไม่มีแม้ในโลกอาหรับ หรือ ในองค์การสหประชาชาติ ไม่มีใครถามอิยิปต์ หรือ จอแดน ให้คืนดินแดนนี้ให้ชาวปาเลสไตน์
แม้แต่ชาวปาเลสไตน์เองก็น้อยคนนักที่พูดถึงรัฐปาเลสไตน์หรือชาวปาเลสไตน์ ที่จริงสิ่งที่พวกอาหรับต้องการก็คือกำจัด
อิสราเอลให้หมดไปจากดินแดนนี้ก็แค่นั้น

เรามาลองพิจารณาดูความเป็นจริงกันตรงนี้ดีกว่าว่า จริงๆแล้วไม่เคยมีรัฐหรือประเทศปาเลสไตน์มากก่อน พวกอาหรับที่เคยอาสัยอยู่ในดินแดนนั้น ได้ถูกเรียกหลายๆชื่อ
รวมทั้งชื่อ"ปาเลสไตน์" ด้วย อิสราเอลไม่ได้เข้าสงครามกับรัฐปาเลสไตน์ และ ครอบครองดินแดนประเทศ ปาเลสไตน์ แต่ความเป็นจริงก็คือ
อิสราเอลถูกโจมตีโดยประเทศอาหรับ ๖ ประเทศพร้อมๆกันในปี ๑๙๖๗ และ อิสราเอลก็ได้ปกป้องตนเอง ได้ชัยชนะต่อผู้รุกราน และ
ชนะได้ดินแดนที่เรียกกันว่าดินแดนปาเลสไตน์ ไม่ได้มาจากชาวปาเลสไตน์
แต่ได้มาจากประเทศจอแดน อิยิปต์ และ ซีเรีย กรุงเจรูซาเร็ม ไม่เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศใดมาก่อนยกเว้นอิสราเอล
และ แน่นอนไม่เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศที่ไม่เคยเกิดมีขึ้นมาเลย คือ ประเทศปาเลสไตน์
ทำไม่ชาวปาเลสไตน์ถึงควรจะได้ส่วนหนึ่งของดินแดนนี้ เพราะว่าเขาต้องการมันหรือ หรือว่าเพราะพวกนี้เป็นพวกก่อการร้าย
กรุงเยรูซาเร็มภายใต้การคุ้มครองของอิสราเอล เป็นเมืองที่มีเสรีเป็นเมืองเปิด อิสราเอลเป็นประเทศประชาธิปไตยให้การรับรอง
เสรีภาพทางศาสนาภายในดินแดนของตน ซึ่งตรงกันข้ามกับดินแดนภายใต้พวกปาเลสไตน์ครองอยู่ ชาวคริสเตียนไม่น้อย
ได้ย้ายหนีจากดินแดนนี้ เพราะทนการก่อกวนคุกคามจากพวกนี้ไม่ไหว

พวกอาหรับคงจะพยายามที่จะทำลายอิสราเอลเพื่อที่จะเอาคินดินแดนที่พวกนี้อ้างว่าเป็นของตน โดยเฉพาะพวกชนรุ่นใหม่ที่ถูกล้างสมองให้เกลียดชัง "ศัตรูที่มาครอบครอง"
แต่ไม่ว่าจะมีประเทศปาเลสไตน์หรือไม่ ก็คงจะไม่มีสันติภาพ ยกเว้นแต่เพียงจะมีการ
ให้การศึกษาที่ถูกต้องต่อพวกอาหรับเกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดการเจรจาต่อรองที่มีความหมาย
และ ทำให้เกิดสันติภาพอย่างถาวรระหว่าง อาหรับ และ ยิว"

"Importantly, the Jews did not displace anyone, because few people, from the imposition of Ottoman rule, in 1516, until
the early 20th Century, permanently resided in Palestine. It was mostly a very sparsely inhabited land in which nomadic
Bedouins wandered. The region was mostly desert and swamp when Jews (who had always been there in varying numbers) started
emigrating there in large numbers in the early 20th Century."

มีอีกบทความหนึ่งที่น่าสนใจ จาก

The Simple Truth About Israel and Palestine
From: WorldNetDaily Wednesday, Oct. 11, 2000 http://www.worldnetdaily.com/bluesky_btl/20001011_xcbtl_myths_brmi.shtml
Myths of the Middle East
by Joseph Farah

2000 WorldNetDaily.com

จะแปลพอเป็นคร่าวๆ บางช่วงบางตอนที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับประวัติปาเลสไตน์ นะครับ คำแปลแทรกอยู่กับภาษาอังกฤษ
นะครั บ

I've been quiet since Israel erupted in fighting spurred by disputes over the Temple Mount.

Until now, I haven't even bothered to say, "See, I told you so." But I can't resist any longer. I feel compelled to remind
you of the column I wrote just a couple weeks before the latest uprising. Yeah, folks, I predicted it. That's OK. Hold
your applause.

After all, I wish I had been wrong. More than 80 people have been killed since the current fighting in and around
Jerusalem began. And for what?

If you believe what you read in most news sources, Palestinians want a homeland and Muslims want control over sites they
consider holy. Simple, right?

Well, as an Arab-American journalist who has spent some time in the Middle East dodging more than my share of rocks and
mortar shells, I've got to tell you that these are just phony excuses for the rioting, trouble-making and land-grabbing.
Isn't it interesting that prior to the 1967 Arab-Israeli war, there was no serious movement for a Palestinian homeland?

"Well, Farah," you might say, "that was before the Israelis seized the West Bank and Old Jerusalem." That's true. In the
Six-Day War, Israel captured Judea, Samaria and East Jerusalem. But they didn't capture these territories from Yasser
Arafat. They captured them from Jordan's King Hussein. I can't help but wonder why all these Palestinians suddenly
discovered their national identity after Israel won the war.

ช่วงบนนี้ผมไม่ได้แปล เพราะหลายๆอันคล้ายกับบทความก่อนหน้านี้
เริ่มแปลข้างล่างครับ


The truth is that Palestine is no more real than Never-Never Land. The first time the name was used was in 70 A.D. when
the Romans committed genocide against the Jews, smashed the Temple and declared the land of Israel would be no more. From
then on, the Romans promised, it would be known as Palestine. The name was derived from the Philistines, a Goliathian
people conquered by the Jews centuries earlier. It was a way for the Romans to add insult to injury. They also tried to
change the name of Jerusalem to Aelia Capitolina, but that had even less staying power.

ความเป็นจริงก็คือ ปาเลสไตน์ นี้ก็ไม่ได้มีความเป็นจริงไปกว่าดินแดนที่ไม่เคยมี ครั้งแรกที่ชื่อนี้ได้ถูกใช้ ในช่วง ๗๐ ก่อนคริตศาสนา
ในตอนที่พวกโรมันทำการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธืยิว
ทำลายโบถวิหารชาวยิงลงหมดและประกาศว่าดินแดนอิสราเอลนี้ไม่มีอีกต่อไป นับแต่นั้นมา ดินแดนนี้ชาวโรมันก็ให้เรียกดินแดนนี้ว่า ปาเลสไตน์
ซึ่งชื่อนี้ก็ได้เอามาจากคำว่า Philistines
ซึ่งเป็นชื่อของชาวGoliathian ซึ่งถูกยึดครองโดยชาวยิวในช่วงร้อยปีก่อนหน้านั้น เพื่อที่จะย่ำยีน้ำใช้ชาวยิวไปอีกยก

Palestine has never existed -- before or since -- as an autonomous entity. It was ruled alternately by Rome, by Islamic
and Christian crusaders, by the Ottoman Empire and, briefly, by the British after World War I. The British agreed to
restore at least part of the land to the Jewish people as their homeland.

ว่าง่ายๆ ปาเลสไตน์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างเป็นตัวเองอิสระ ไม่ว่าจะ ก่อนหรือหลังจากนั้นมา ซึ่งดินแดนได้ถูกปกครองโดยโรมัน, ชาวอิสลาม,คริสเตียนพวกครูเสด,
อานาจักรออตโตมัน
และในช่วงสั้นๆโดยประเทศอังกฤษหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ อังกฤษตกลงว่าจะเอาดินแดนส่วนหนึ่งเพื่อให้ชาวยิวได้มาอยู่

There is no language known as Palestinian. There is no distinct Palestinian culture. There has never been a land known as
Palestine governed by Palestinians. Palestinians are Arabs, indistinguishable from Jordanians (another recent invention),
Syrians, Lebanese, Iraqis, etc. Keep in mind that the Arabs control 99.9 percent of the Middle East lands. Israel
represents one-tenth of 1 percent of the landmass.

นอกจากนี้ภาษาที่เรียกว่าภาษาปาเลสไตน์นี้ก็ไม่มี วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของปาเลสไตน์ก็ไม่มี และ ไม่เคยเคยมีพื้นที่ทีรู้จักกันว่า ปาเลสไตน์
ปกครองโดยคนปาเลสไตน์
ปาเลสไตน์ คือ คนอาหรับ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากคนอาหรับอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ชาวจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน ฯลฯ อย่าลืมว่าพวกอาหรับครอบครองดินแดนกว่า ๙๙
%ในตะวันออกกลาง
อิสราเอลเป็นแค่ 1% ของดินแดนในตะวันออกกลาง

But that's too much for the Arabs. They want it all. And that is ultimately what the fighting in Israel is about today.
Greed. Pride. Envy. Covetousness. No matter how many land concessions the Israelis make, it will never be enough. What
about Islam's holy sites? There are none in Jerusalem.

แต่กระนั้นมันก็ยังมากเกินไปสำหรับพวกอาหรับ พวกเขาต้องการทั้งหมด ซึ่งตรงนี้มันก็เป็นเรื่องราวก็ทำการต่อสู้กับอิสราเอลในปัจจุบัน ตัญหา ความหยิ่งในศักดิศรี
ความอิจฉาริษยา ความโลภ ไม่ว่าอิสราเอลจะยอมแบ่งดินแดนกันอย่างไร ก็ไม่เคยพอกับพวกอาหรับ และ นอกจากนี้ ที่ว่ากันว่าถึงสถานที่ศักิสิทธิ์ของอิสลาม
ในกรุงเจรูซาเล็ม จริงๆแล้วก็ไม่มีเลย

Shocked? You should be. I don't expect you will ever hear this brutal truth from anyone else in the international media.
It's just not politically correct.

งงหรือครับ คุณคงไม่ได้ยินตรงนี้ที่ไหนหรอกจากสื่อทั้งหลาย เพราะมันไม่เป็น politically correct ถ้าจะพูดออกไป

I know what you're going to say: "Farah, the Al Aqsa Mosque and the Dome of the Rock in Jerusalem represent Islam's third
most holy sites."

ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันว่า Farah, the Al Aqsa Mosque และ the Dome of the Rock ซึ่งเป็นตัวแทนหนึ่งในสามสถานที่ศักดิสิทธ์ของอิสลาม

Not true. In fact, the Koran says nothing about Jerusalem. It mentions Mecca hundreds of times. It mentions Medina
countless times. It never mentions Jerusalem. With good reason. There is no historical evidence to suggest Mohammed ever
visited Jerusalem.

จริงๆแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะในคัมภีอัลกูรอ่าน ไม่มีการพูดถึงกรุงเยรูซาเล็มเลย แต่กล่าวถึงเมืองเม็กกะกว่าร้อยคร้ง กล่าวถึงเมืองมาดีน่านับไม่ถ้วน
แต่ไม่เคยพูดถึงเยรูซาเร็ม ด้วยเหตุผลที่สมควร เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ศาสดามูฮัมมัดท่านได้ไปเยือนเมืองเยรูซาเร็ม

So how did Jerusalem become the third holiest site of Islam? Muslims today cite a vague passage in the Koran, the
seventeenth Sura, entitled "The Night Journey." It relates that in a dream or a vision Mohammed was carried by night "from
the sacred temple to the temple that is most remote, whose precinct we have blessed, that we might show him our signs.
..." In the seventh century, some Muslims identified the two temples mentioned in this verse as being in Mecca and
Jerusalem. And that's as close as Islam's connection with Jerusalem gets -- myth, fantasy, wishful thinking. Meanwhile,
Jews can trace their roots in Jerusalem back to the days of Abraham.

อย่างนั้นกรุงเยรูซาเร็มมาเป็นเมืองที่เป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งศักดิสิทธิหนึ่งในสามของอิสลามได้อย่างไร? มุสลิมในปัจจุบัญได้อ้างตอนที่คลุมเคลือในคัมภีร์อัลกูรอ่าน the
seventeenth Sura
ซึ่งขึ้นชื่อบทว่า "การท่องไปในตอนกลางคืน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับความฝันของท่านมูฮัมหมัด ที่ได้ถูกพาจากโบสหนึ่งไปยังโบสหนึ่งที่ห่างไกล..."
ซึ่งมุสลิมเชื่อว่าท่านมูฮัมหมัดได้เดินทางขึ้นสวรรค์
ณ. ที่นี้ ในศัตวรรษที่๗ ชาวมุสลิมได้ชี้ว่า โบสทั้งสองแห่งนี้อยู่ที่เมืองมาดีน่า และ เยรูซาเร็ม และ ตรงนี้ก็คือความใกล้เคียงเกี่ยวข้องระหว่างอิสลามและเยรูซาเร็ม
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่
ดูลึกลับ fantasy หรือ การอ้างเหตุผลโดยเอาความปราถนาเป็นเกณ
ในขณะที่ชาวยิวสามารถที่จะโยงเรื่องราวของชาวยิงในกรุงเยรูซาเร็มไปได้ถึงช่วงเวลาของอับราฮัมเลยทีเดียว

The latest round of violence in Israel erupted when Likud Party leader Ariel Sharon tried to visit the Temple Mount, the
foundation of the Temple built by Solomon. It is the holiest site for Jews. Sharon and his entourage were met with stones
and threats. I know what it's like. I've been there. Can you imagine what it is like for Jews to be threatened, stoned and
physically kept out of the holiest site in Judaism?

และความรุนแรงล่าสุดในอิสราเอลประทูขึ้น เมื่อนายชารอน หัวหน้าพรรคลิคุด ได้พยายามไปเยี่ยม Temple Mount ซึ่งถูกก่อสร้างโดยกษัตริย์โซโลมอนของยิวโบราน
ซึ่ง Temple Mount เป็นสถานที่ๆศักดิสิทธิที่สุดของชาวยิว ชารอน และ ผู้ร่วมขบวนไปด้วยได้เจอก้อนหินขว้างปาและคำขู่อาคาตจากอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งตรงนี้เอง ก็เป็นเรื่องที่มีการตอบโต้กลับไป เพราะการที่ใครมาทำอะไรเช่นนี้กับชาวยิวในสถานที่ที่ศักดิสิทธิที่สุดของชาวยิวอย่างนี้ก็เป็นเรื่อง

So what's the solution to the Middle East mayhem? Well, frankly, I don't think there is a man-made solution to the
violence. But, if there is one, it needs to begin with truth. Pretending will only lead to more chaos. Treating a
5,000-year-old birthright backed by overwhelming historical and archaeological evidence equally with illegitimate claims,
wishes and wants gives diplomacy and peacekeeping a bad name.

อย่างนั้นอะไรคือทางแก้ปัญหาในตะวันออกกลาง? ซึ่งจะเริ่มกันได้ด้วยความจริง

A daily radio broadcast adaptation of Joseph Farah's commentaries can be heard on TalkNetDaily-
http://www.wnd.com/talknetdaily/.

จากคุณ มาบอกให้ทราบเฉย 7 ส.ค. 45 เมื่อไม่นานมานี้ มีคนนำเทปบันทึกเสียงที่นิสสันพุดคุยกับที่ปรึกษา เกี่ยวกับเรื่องยิว นิสสันพูดในโทรศัพท์ด้วยสำเนียงอันชัดเจนด้วยความเกรียวกราดในทำนองว่า รัฐบาลอเมริกันถูกครอบงำโดยชาวยิว ทำให้หลายๆครั้งนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ต้องสะท้อนความต้องการของชาวยิว ไม่ใช่เป็นไปตามความถูกต้องที่ควรจะเป็น

แม้แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เหตุผลที่อัลกอร์ เลือก ผู้สมัครแข่งรองประธานาบดี ที่ชื่อ ริเบอร์แมน์ (ซึ้งมีเชื่อสายยิวและล็อบบี้ให้ประเทศอัสราเอล) ก็เพราะเพื่อเอาใจชาวยิว นั้นเอง

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ยอมรับได้อย่างไรว่า ยิวไม่มีอิทธิพลต่อนโบายต่างประเทศของสหรัฐ ใครที่ไม่เข้าใจจุดนี้ ก็คงโง่แสนโง่ หรือไม่ก็ซื่อบือ โดนถูกหรอกได้ง่ายแล้วเช่นนี้จะมาวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศได้อย่างไร

จากคุณ : Sh, 7 ส.ค. 45 Myth of Israel’s ‘generous offer’ damages truth, peace

By MIRIAM WARD

The myth of then-Prime Minister Ehud Barak’s “generous offer” and “Israel’s painful concessions” in the summer of 2000, and the consequent portrayal of Palestinian leader Yasser Arafat as a “truculent rejectionist” in the mainstream media needs to be examined.

Although an American (Robert Malley) and an Israeli (Ron Pundak), diplomats intimately involved in the Camp David negotiations, went public some 12 months after Camp David with more nuanced versions of what really happened, the “generous offer” continues to be damaging to truth and ultimately to peace. Taken out of context, the question “Didn’t Barak offer 95 percent of the occupied territories to Arafat at Camp David?” is exploited to the fullest and enters the mythology of Israeli propaganda. Repeated enough, people believe it.

So just what was the offer made by Mr. Barak in July 2000?

..http://natcath.org/NCR_Online/archives/030102/030102u.htm

Clinton Privately Blamed Barak for Collapse of Camp David talks Israel had not performed on earlier promises, but then publicly blamed Arafat
http://www.washingtonpost.com/ac2/wp-dyn?pagename=article&node=&contentId=A9673-2001Jul17¬Found=true
Was Barak telling the truth?The ex-PM's disparagement of the Palestinians began long ago
http://www.guardian.co.uk/Archive/Article/0,4273,4420334,00.html

จากคุณ มาบอกให้ทราบเฉย 7 ส.ค. 45 There is no language known as Palestinian. There is no distinct Palestinian culture. There has never been a land known as
Palestine governed by Palestinians. Palestinians are Arabs, indistinguishable from Jordanians (another recent invention),
Syrians, Lebanese, Iraqis, etc.

ดูผ่านๆ ก็ออกว่า ข้อมูลแบบนี้มันมั่ว มันถึงแก้ปัญหากันได้เพราะ มีคนโง่โดนจูงจมูกเชื่อข้อมูลแบบนี้ (ข้อมูลโกหกทั้งสองฝ่ายนั้นแหละ)

อย่างนี้สิงค์โปร์ก็ไม่ใช่ประเทศเหรอ

จะสรุปง่ายๆ ได้อย่างไรว่าไม่มีภาษาปาเลสไตน์ ก็ไม่มีประเทศปาเลสไตน์ แล้วถ้าคิดว่าปาเลสไตน์คืออาหรับจึงไม่มีประเทศของตน ทำไมทุกชาติยอมรับการแบ่งแยก ปากีสถาน บังคลาเทศ ออกจากอินเดียทั้งๆที่ ถ้านับมั่วๆ โดยไม่ดูความแตกต่าง ทั้งสามชาติก็คือคนเชื้อสายอินเดียด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ในพม่าก็มีการรบกันระหว่างคนกลุ่มน้อยกันพม่า ทั้งๆที่เรามองจากข้างนอกดูเหมือนว่า คนในพม่าก็คือคนชาติพม่า แต่ชนส่วนน้อยเขาไม่ยอมรับ อย่างนี้ใครผิด


แม้แต่ในจอร์แดน มีคนปาเลสไตน์อยู่เป็นจำนวนมาก หากจำไม่ผิดมากกว่าจำนวนประชากรที่เป็นชาวจอร์แดนเสียอีก จอร์แดนก็มีความกลัวคนปาเลสไตน์ในประเทศจะลุกอือเช่นกัน แล้วอย่างนี้จะมีใครที่หน้าไหนบอกว่าไม่มีคนชาติปาเลสไตน์ อีก


ดีที่เรื่องแบบนี้ไม่เกิดในประเทศไทย เพราะเรามีศูนย์รวมใจเป็นหนึ่งเดียว และเราเคารพให้เกียรติกันและกัน ไม่ว่าชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม ไทยสริสต์ ต่างก็คือคนไทย ไม่แบ่งแยก แต่มีคนไทยบางพวกที่น่ารังเกียจ พยายามสร้างความแตกแยก และมีคนไทยบางพวกที่มองไม่เห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าความแตกแยกอันนี้ถูกถ่างออกไป


อยากเชียร์ไอ้กันก็เชียร์ไป อยากออกความเห็นเรื่อง มุสลิมที่ตะวันกลางก็ออกไป ถ้ามีคนไทยมุสลิมเห็นแตกต่างไปจากคนไทยที่ชื่นชมไอ้กัน ไม่จำเป็นว่าเขาจะหัวรุนแรงดื้อ น่ากลัว คนไทยที่นิยมไอ้กันอาจจะหัวรุนแรง ดื้อกว่า และน่ากลัว ไม่เชื่อก็ลองไปดูนายทหารเลวๆ สมัยก่อน บ้างก็เป็นใหญ่เป็นโตถึงจอมพล ด้วยการได้รับความสนับสนุนจากไอ้กัน มันเผด็จการโกงกินชาติ ฆ่าคนไทยที่เห็นแตกต่างไปจากมันไปกี่คน มีตัวอย่างให้เห็นในประเทศเรานี่เอง คงไม่ต้องยกตัวอย่างว่ามีใครบ้าง

จากแหล่งข่าวของชาวยิวเอง

http://www.jewishworldreview.com/0798/twersky1.asp


Remembering Nixon --- the 'anti-Semitic' prez who saved Israel during the Yom Kippur War


A FEW YEARS AGO I got a phone call from Marvin Kalb. He had just completed a book about Richard Nixon, The Nixon Memo. The epilogue, Kalb told me, offered forensic proof of Nixon’s anti-Semitism.

Kalb’s daughter, Debbie, who had worked for the Jewish Telegraphic Agency -- the "Jewish Associated Press" -- during the years I had spent in Washington, DC, told her dad I was just the man for the job. Would I do it, Kalb wanted to know. Would I write about his book and its proof of Nixon’s Jew-hatred?

Problem was, the chapter in question did not provide the knock-out punch Kalb had promised.

You couldn’t read Kalb’s description of the harassment he had faced by various federal agencies acting on Nixon’s orders without thinking ill of Nixon. But nowhere did Kalb supply an anti-Semitic motive for the harassment. Instead, Nixon perceived Kalb to be an enemy, as he did many others in the media and elsewhere, because of the newsman’s politics.

According to Kalb, Nixon used the Internal Revenue Service to harass Kalb and had Kalb’s phone “bugged”; Kalb’s CBS office at the State Department was twice ransacked by men apparently looking for any information Kalb might have that would be considered “classified material.”

Kalb believes his “first offense” against Nixon came in 1969 when he had helped break the story of the administration’s “top secret” decision to begin bombing Cambodia.

Kalb also ran afoul of vice president Spiro Agnew, who believed the journalist had “…twice contradicted the president’s statement about the exchange of correspondence with Ho Chi Minh” during a CBS news analysis of Nixon’s speech on his meeting with Ho Chi Minh.

Nixon may have been anti-Semitic — later tapes from his archives show him in a rather unfavorable light — but one would not be able to tell from Kalb’s epilogue.

The only shred of evidence, and it is a shred, comes when Kalb cites Agnew’s famous attack on the chattering classes as liberal think tanks, filled with “nattering nabobs of negativism,” “elites,” “effete intellectuals” from the Northeast engaged in “querulous criticism.” Kalb insists there was “an undercurrent of anti-Semitism.…” in Agnew’s words — written, if I recall, by William Safire, a bona fide Jew.

After reviewing the chapter, I phoned Leonard Garment, the Washington lawyer who had played a key role in the Nixon administrations and who has defended the late president against charges of Jew-hatred. Garment denied that the administration sicced the IRS on Kalb; but even if it had, he insisted, it was no sign of anti-Semitism. Kalb was a liberal journalist, Garment said, and that was enough to make Nixon suspicious of him.

Was Nixon a Jew hater? The evidence piling up certainly suggests so. But the question lingers because of his role in helping — many would say, saving — Israel in the dark days of the Yom Kippur War, 25 years ago this week. Israel had run dangerously low on ammunition until Nixon okayed sending planeload after planeload to resupply the depleted Israeli military stocks.

In Israel, Nixon is recalled with great fondness as a true friend. This is true particularly in the Israeli Labor Party, some of whose members were in the Golda Meir government or in senior army positions during the ’73 war.

While estimates vary slightly, Col. Trevor N. Dupuy, U.S. Army (ret.), writes in Elusive Victory — The Arab Israeli Wars 1947-1974 that the American resupply included 815 total sorties bringing Israel 56 combat aircraft and 27,900 tons of munitions and supplies. Taken together with the Soviet resupply to Arab countries fighting Israel, “military analysts” told Time magazine that it was “the largest airlift in the history of both countries.”

The question lingers because of the steady rise in the number of politicians who are vigorously pro-Israel and simultaneously at odds with the still center-liberal agenda of the American Jewish organizational world and (to judge by how they vote) the rank-and-file mainstream.

And it lingers because of the contradictory testimony offered last year by two books, Garment’s engaging memoir, Crazy Rhythms, and Abuse of Power: The New Nixon Tapes, edited by Stanley I. Kutler.

The Kutler book is based on more than 200 hours of Nixon presidential tapes, whose release the scholar won in a 1997 suit. Newsweek and the San Francisco Chronicle also reported on newly released Nixon tapes.

Garment was a colleague and friend of Nixon’s, who served in various capacities in the White House, including counsel to the president. (He also served briefly at the United Nations with Pat Moynihan.)

Naturally, he does not think Nixon was an anti-Semite. Nixon was friendly to Garment, a Brooklyn, NY-born and reared former jazz musician and Democrat, and, he writes, there were too many Jews high up in the administration. Moreover, Garment writes that Nixon sided with the more pro-Israel elements in his administration, dispatching Garment to New York to give then prime minister Meir a green light to attack the Middle East peace plan just released by Nixon’s state secretary, William Rogers.

Nixon wasn’t only sweet on Israel, a small anti-communist country that was, wonder of wonders, a democracy to boot. Israel had “moxie” — an in-your-face readiness to face up to dangerous enemies. Nixon was the first president to recognize, for purposes other than pro-Israel lobbying, that there was an American Jewish community system. The Conference of Presidents of Major American Jewish Organizations greatly expanded its role under Nixon, in large part because of close ties between the president and Max Fisher of Detroit and Jacob Stein of Long Island, New York. J.J. Goldberg, in his book Jewish Power, goes so far as to say, “Under the Nixon administration, the Presidents Conference became what it had always aspired to be: the official voice of American Jewry.”

The same thing happened with Soviet Jewry. Nixon and Kissinger may have opposed the community’s support for the Jackson-Vanick amendment linking trade tariffs to emigration, but they went along with it when they had to. Fisher, a lifelong Republican, now says (in Goldberg’s book) that Nixon may have been right, after all.

“History has proven I was probably right when I opposed Jackson-Vanik,” says Fisher. “Nixon was trying to work it out by personal diplomacy,” Fisher told Goldberg. “Kissinger thought he could get out 30 or 40,000 a year if they’d worked that angle. When you think of it over 20 years, you could have gotten out quite a number of Jews.”

“It remained for Richard Nixon,” Goldberg writes, “to create the now familiar U.S.-Israel alliance… It was Nixon who made Israel the largest single recipient of U.S. foreign aid; Nixon who initiated the policy of virtually limitless U.S. weapons sales to Israel. The notion of Israel as a strategic asset to the United States, not just a moral commitment, was Nixon’s innovation.

“Yet Nixon was widely reviled in the Jewish community…. And the dislike was mutual.”

The evidence of that dislike continues to pile up. In 1997, the San Francisco Chronicle reported that White House tapes show that in September 1971 Nixon urged IRS investigations of wealthy Jews who contributed to 1968 Democratic presidential candidate Hubert Humphrey and former Maine senator Edmund Muskie.

“Bob,” Nixon told adviser Bob Haldeman, “please get me the names of the Jews, you know, the big Jewish contributors of the Democrats.”

Nixon also said that the IRS was going “after [Billy] Graham,” because the agency “is full of Jews, Bob…. That’s about what I think. I think that’s the reason they’re after Graham, is the rich Jews.”

After reviewing the newer tape transcripts, Abraham Foxman, national director of the Anti-Defamation League, said they confirmed that Nixon was “an anti- Semite,” having “absorbed every ugly stereotype.”

But Garment, writing in the Forward following the San Francisco Chronicle’s report of the new tapes, said some of the passages quoted were simply not there in the tapes.

Garment also insisted, as he had when I called him about the Kalb book, that “there is, however, a more important question: Do remarks like these, even if actually made and accurately reported, mean that Nixon was an anti-Semite? The familiar fact is that Nixon appointed a number of Jews to the highest positions in his administration — men like Henry Kissinger, Arthur Burns, Herbert Stein, William Safire, Larry Silberman, Arnold Weber, Richard Nathan, me and many others. He characterized Jews (and other ‘groups’) in hostile terms when he was blowing off steam in angry private staff meetings, but the object of these remarks were people he saw as political enemies. “He was the opposite of an operational anti-Semite in his public appointments, speech and behavior and, most importantly, his presidential decisions.

Consistently so: Yitzhak Rabin held him in the highest regard, according to Rabin’s close friend, Yerach Tal, the American editor of Ha’aretz. Golda Meir describes Nixon in her autobiography as the best friend Israel ever had in the presidency and does so in life and death terms.”

One example supporting Garment’s read comes in the tapes when Nixon and Haldeman discuss several political foes. “The Times reporter,” Haldeman says, “I can’t remember his name, but it wasn’t what struck me as a Jewish name.” “You can’t tell that way,” Nixon responds. “But what the hell. And incidentally, suppose they’re both Jews and that has nothing to do with it, but it at least gives you the feeling of the possible motivation deep down of the liberal leftists.”

Personally, I had always distrusted Nixon on the Jewish question. I grew up in a neighborhood that was way off, to the left, of Nixon’s political charts. People I knew were still sore at him for being nasty to Helen Gahagan Douglas, his opponent when he first ran for Congress. In the late 1970s, Al Barkan, the late director of the AFL-CIO’s political committee, told me how during the 1960 presidential election he had managed to find the contract for Nixon’s Virginia home. Nixon had signed a restrictive covenant — the home could not be resold to Jews or blacks. Barkan’s committee duplicated the contract and distributed it widely.

One day, an FBI agent visited Barkan, saying the Nixon campaign folks were pretty upset about it. “Is there anything illegal here?” Barkan asked. “No,” the agent, obviously sent over to intimidate, sheepishly admitted. “And by the way,” he said on his way out, flashing a JFK pin under his coat lapel, “keep it up, you’re killing them.”

People recall Nixon as either an unscrupulous, paranoid, bigoted and vindictive demagogue or as a great statesman, Israel’s best friend. American Jews will remember him as both.


จจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจ

In Israel, Nixon is recalled with great fondness as a true friend. This is true particularly in the Israeli Labor Party, some of whose members were in the Golda Meir government or in senior army positions during the ’73 war.

While estimates vary slightly, Col. Trevor N. Dupuy, U.S. Army (ret.), writes in Elusive Victory — The Arab Israeli Wars 1947-1974 that the American resupply included 815 total sorties bringing Israel 56 combat aircraft and 27,900 tons of munitions and supplies. Taken together with the Soviet resupply to Arab countries fighting Israel, “military analysts” told Time magazine that it was “the largest airlift in the history of both countries.”


The question lingers because of the steady rise in the number of politicians who are vigorously pro-Israel and simultaneously at odds with the still center-liberal agenda of the American Jewish organizational world and (to judge by how they vote) the rank-and-file mainstream.

แม้แต่นิกสันที่เคยนิยมยิวช่วยยิวยังรับรู้ว่ายิวมีอิทธิพลอย่างไรต่อการเมือง

อดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากมายนัก และอิสลาเอลอาจจะมีอิทธิพลต่อการเมืองสหรํฐหนักหนากว่าเก่า เพราะการเมืองยุคใหม่ต้องการเงินและสื่อที่ครอบครองโดยคนเชื้อสายยิว
ถ้าอ่านตรงนี้แล้วใครยังมองไม่ออก ว่ายิวมีอิทธิพลต่อสหรัฐและชาติมหาอำนาจอื่นๆอย่างไร ก็อย่ามาวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศให้เสียเวลาเลยดีกว่า

พวกอาหรับที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบัญส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพวกคนดั้งเดิมพื้นเมือง แต่หลังจากที่ชาวยิว ได้เปลี่ยนแปลงทะเลทรายให้เป็นดินแดนที่ทำประโยชน์ได้ พวกอาหรับก็พากันอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ

คำเขียนข้างบน โกหกทั้งเพ่ ใครบอกผมว่าข่าวตะวันตก[^_^]ไม่เป็น เด็กอมมือนับเลขได้อ่านหนังสือเป็น อ่านแล้วถ้าคิดเป็นสักหน่อยยังรู้เลยว่าโกหก

ใครยังจะเชื่อนักเขียนคนนี้เป็นที่เขียนเป็นตุเป็นตะก็ คงไร้สติ

อ่านแล้ว ทำไมข้อมูลแตกต่าง กันคนละทางสองทาง เห็นได้ชัดจากคนที่สนับสนุนยิวอย่าง นาย Mars เองนำข้อมูลมาบอกว่า สงครามอาหรับกับยิวเกิดขึ้นหลังจากยิวประกาศตั้งประเทศได้เพียงชั่วลมหายใจเดียว อย่างนี้จะเชื่อข้อมูลของใครดี ระหว่างนาย Haa และ นาย Mars ที่สนับสนุนไอ้กันทั้งคู่แต่ข้อมูลที่เอามากลับแย้งกันเอง

ในเนื้อหาที่ นาย Haa ยกมาและเนื้อหาที่ นาย Mars แสดงว่า ช่วงนั้นยิวตั้งประเทศปุ๊บก็เจริญเป็นประเทศพัฒนาแล้วทันทีเลยหรือ เลยทำให้อาหรับอิจฉา ตาร้อน (เหตุผลไร้สาระ จากข้อมูลมั่วๆ ) ข้อมูลที่นาย Mars ยกมาเองหาได้ไม่ยากจากเว็บทั่วไป แสดงว่าสงครามระหว่างยิวกับอาหรับ ที่เกิดมันมีมาตั้งแต่แรกเริ่มต้นที่หมาอำนาจบางประเทศดันทุรังมาจัดการ แบ่งที่ดินโดยไม่ได้ขอความเห็นจากเจ้าของที่ดินเดิมก่อนที่อังกฤษยึดนั้นมา แล้วสนับสนุนยิวให้ตั้งรกรากจนเป็นปัญหา ไม่ใช้เกิดขึ้นหลังจากที่ยิวพัฒนาหรือเจริญแล้วดังที่พวก[^_^] โกหกให้คนงมงายที่คิดเอาเองไม่เป็นบางคนเชื่อ

จากคุณ : บังสกุน 7 ส.ค. 45


ผมอ่านดูแล้ว ข้อมูลทุกคนไม่ขัดแย้งกัน เพียงแต่เล่นสำนวน ให้เห็นคล้อยตามไปอีกแง่มุม และเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าการตั้งประเทศของอิสราเอลเป็นไปตามข้อกำหนดของสหประชาชาติโดยมีอเมริกาเป็นผู้นำ หลัง WW2

การมีอิทธิพลทางการเมืองของยิวในอเมริกานั้นไม่จริงคุณ Haa กล่าวไว้ถูกต้องแล้ว แต่เขาไม่ได้หมายรวมถึง ชาวอเมิกันเชื้อสายยิว

การเริ่มความรุนแรงครั้งใหม่ระหว่าง ปาเลสไตน์กับยิว ในช่วง ชารอนขึ้นครองอำนาจ มันก็เป็นจริงตาม โมเสส กล่าวไว้ เพราะชารอนคนนี้แหละที่เป็นรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการสู้รบกับปาเลสไตน์ในสมัยสงครามเบรุตและปล่อยให้ อาราฟัตลอดเงื้อมมือมาได้และเป็นหอกข้างแคร่ในปัจจุบัน และทำให้ตัวเองต้องว่างเว้นอำนาจทางการเมืองกว่า 16 ปี

จะว่าไปแล้วสงครามระหว่าง ยิวกับปาเลสไตน์ คงรบกันไปอีกนาน เป็น คู่กัดถาวรเพราะ ศาสดาทั้ง2ศาสนากล่าวในคัมภีย์ ให้เป็นแบบนั้น

จากคุณ : มาบอกให้ทราบเฉย 7 ส.ค. 45 อาหรับที่อยู่ในปาเลสไตน์ มาก่อนที่อิสราเอลจะมาตั้งประเทศ ไม่ผิดที่จะเรียกตัวเองว่าปาเลสเตเนีย เป็นเจ้าของดินแดนก่อนที่จะมีสัญญาข้อตกลงของชาติมหาอำนาจที่จะอพยพย้ายคนยิวจากทั่วทุกมุมโลกมาอยู่ในดินแดนนี้ (ไปสำราจดูประชากรชาวยิว ใน CIA fact sheets ก็จะทราว่าคนยิวที่อยู่ในดินแดนอิสราเอลตอนนี้จำนวนมากเป็นผู้อพยพไปจากทั่วทุกมุมโลก หลักฐานยังแจ้งวชัดอยู่ แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปอาจจะมีจำนวนชาวยิวที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ก็นับว่ายังเป็นจำนวนน้อย)

ไม่ต่างอะไรจาก คนเชื้อชาติจีนอพยพไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วตั้งตัวเองเป็นประเทศและเรียกตัวเองว่าญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไอ้กันที่อพยพมาจากอังกฤษและหลายชาติในยุโรปในยุคแรก จึงก่อตั้งตัวเองเป็นประเทศอเมริกา
แล้วอย่าง นี้จะมีเหตุผลใดที่มาอ้างว่า ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ไม่ได้มีประเทศของตัวเองมาก่อน ถ้าเขาอาศัยในดินแดนนั้นแต่ไหนแต่ไรมา โดยไม่ได้มีการขีดเส้นพรมแดน แม้ดินแดนที่ขัดแย้งเหล่านั้นอาจจะเป็นของหลายประเทศเดิมก็จริง ไม่ได้หมายความว่าคนในดินแดนเหล่านั้นไม่มีตัวตนไม่มีเผ่าพันธุ์ชุมชนที่ถือ เป็นกลุ่มของเขาแยกออกจากพลเมืองของประเทศที่เคยครอบครองดินแดนเหล่านั้น
การขีดเส้นแบ่งแยกเขตแดนเพิ่งจะมานิยมกันเป็นสากลเมื่อไม่นานมานี้เอง สมัยก่อนเคยมีใครแบ่งเส้นชัดๆ ตรงไหนหรือเปล่าว่า ไทยกับลาวหรือแม้แต่พม่าและเขมร แยกกันตรงไหน ทำไมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนละประเทศทั้งๆที่ มีสายพันธุ์ไม่แตกต่างกัน แล้วลาวกับเขมรก็เป็นเมืองขึ้นของไทยแต่ไหนแต่ไรมา เราอ้างเรื่องสายพันธุ์และการมีอิทธิพลเหนือดินแดนนั้นได้หรือเปล่าว่า ประเทศไทยควรจะคลุมทั้งลาวเขมร และพม่าในบางส่วน
เช่นเดียวกัน เราจะบอกว่าอิสราเอลก็ได้ทำสงคราม ปกป้องตนเอง ได้ชัยชนะต่อผู้รุกราน และ ชนะได้ดินแดนที่เรียกกันว่าดินแดนปาเลสไตน์ ไม่ได้มาจากชาวปาเลสไตน์ แต่ได้มาจากประเทศจอร์แดน อิยิปต์ และ ซีเรีย ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นที่ฝรั่งเศสทำสงครมมกับไทย แล้วเราเสียดินแดนลาวและเขมรทั้งหมดไป เราก็อ้างได้ว่า คนเหล่านั้นเป็นเผ่าพันธ๋สายเลือดเดียวกับไทย อย่างลาวก็มีภาษาที่เกือบจะคล้ายของเรา ดังนั้นจึงไม่มีชนชาติลาวและเขมรได้หรือเปล่า ที่ฝรั่งเศสยึดเขมรและลาวไปมีแต่คนเผ่าไทย เพียงแต่อยู่กันต่างถิ่นมา วัฒนธรรมบางอย่างแตกต่างกันไปเพียงเล็กน้อย
ดังนั้น ชางวอาหรับที่อาศัยในดินแดนปาเลสไตน์ที่แม้จะประเทศจอร์แดน อิยิปต์ และ ซีเรีย เคยเป็นก็เป็นชาวปาเลสตีเนียนอย่างถูกต้อง จะมาอ้างว่าไม่เคยมีชาวปาเลสตีเนียนเลยไม่ยอมยกดินแดนให้เขา ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสงครามมันไม่สิ้นสุด
ถ้าไทยคิดโง่ๆ แบบนี้ สงสัยเราคงยังมีสงครามกับลาวและเขมรไม่เลิก

ข้อมูลอิสราเอล จากหน่วยงานรัฐบาลเอง
http://memory.loc.gov/frd/cs/iltoc.html#il0000
Israel
OVERVIEW OF THE 1948-72 PERIOD
The years immediately following the state's creation in 1948 were difficult for the Israeli economy. The new state possessed no natural or financial resources, no monetary reserves, little economic infrastructure, and few public services. A sizable portion of the existing Arab population fled the new state, while impoverished and afflicted Jewish refugees poured in from the European displaced persons camps and, later, from the Arab countries. In contrast to the 1930s, when Jewish immigrants to the Yishuv (or prestate Israel) had arrived with ample financial and human capital, after 1948 most immigrants lacked the wealth and skills needed by the new state.

Israel
PROBLEMS OF THE NEW STATE, 1948-67
Etatism
The War of Independence was the most costly war Israel has fought; more than 6,000 Jewish fighters and civilians died.

ตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 จากหลักฐานรัฐอิสราเอลยอมรับเองว่าปีแรกที่ตังประเทศเศรษฐกิจของประเทศแย่
ทำสงครามกับอาหรับในปีเดียวกัน และสิ้นสุดสงครามในปี 1949

ไอ้นักเขียนปัญญาอ่อนที่บอกว่า
"พวกอาหรับที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพวกคนดั้งเดิมพื้นเมือง แต่หลังจากที่ชาวยิว ได้เปลี่ยนแปลงทะเลทรายให้เป็นดินแดนที่ทำประโยชน์ได้ พวกอาหรับก็พากันอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ"
และทำให้คนปัญญาอ่อนเชื่อนี่แหละที่ทำให้แก้ปัญหากันไม่ตก เพราะมีพวกตาบอดสมองเสื่อม มองสาเหตุของปัญหาไม่ออก
ที่เขียนไม่ได้บอกว่า อิสราเอลต้องออกจากดินแดนนี้ไป อาหรับก็คงไม่ได้คิดแบบนั้นแม้อยากจะให้เป็นเช่นนั้น ถ้ามาบอกว่าดินแดนที่อิสราเอลส่งคนไปตั้งรกรากใหม่ต้องยกให้เป็นของอิสราเอล มันก็คงตกลงกันยาก
ถ้าเป็นแบบนี้ ไทยเราก็คงจะทำได้กับพม่าเพราะมีคนไทยหลงเหลือในดินแดนพม่าในช่วงที่ยกให้อังกฤษอยู่เป็นจำนวนมาก หรือไม่อีกหน่อยไทยก็คงต้องยกดินแดนให้พม่าเพราะบางจังหวัดพม่าเข้ามาอาศัยทำงานกันมากมาย
ถ้ามองปัญหาแบบพวกปัญญาอ่อน ที่ว่าสงครามเกิดขึ้นเพราะความอิจฉาของชาวอาหรับเห็นอิสราเอลเจริญกว่า ก็คงต้องทำสงครามกันไปอีกจนกว่าโลกจะแตกหรือไม่ก็ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งศูนย์พันธุ์กันไปข้าง
ได้แต่ภาวนาให้พวกงี่เง่าที่เชื่อแนวคิดนี้สูญพันธุ์ไปสงครามจะได้ยุติเร็วๆ

จากคุณ : หัวกล้วย (ไม่บอก) 7 ส.ค. 45 ร่วมด้วยช่วยกัน เอา เอาไปอีกหนึ่งบทความ แหม รู้สึกแย่จังที่ถูกนาย Haa ด่าว่าหัวกล้วย เอิ๊ก ถ้าเป็นกล้วยแล้วช่วยปาเลสไตน์ได้บ้าง ตูยอมเป็นโว้ย ตูไม่ได้ตาบอด ใจบอดนี้หว่า
การศึกษาพันธุกรรมของยิวและปาเลสไตน์ถูกสั่งห้าม
โดย Robin McKie
งานศึกษาค้นคว้าชิ้นหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยพันธุกรรมหรือยีนของชาวยิวในตะวันออกกลางและชาวปาเลสไตน์มีความใกล้เคียงจนเกือบเหมือนกันได้ถูกดึงออกจากนิตยสารชั้นนำฉบับหนึ่ง นักวิชาการหลายคนที่ได้รับสำเนางานศึกษาวิชาความคงทนต่อโรคของมนุษย์ในหนังสือเล่มนี้ได้ถูกขอให้ฉีกหน้าที่รายงานการศึกษานี้ออกจากนิตยสารดังกล่าว
การสั่งทำลายอย่างน่ารังเกียจดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในการพิมพ์งานศึกษาค้นและได้สร้างความไม่พอใจขึ้นอย่างกว้างขวางซึ่งทำให้เกิดความกลัวว่ามันอาจจะเป็การทำลายงานวิทยาศาสตร์ที่ท้าทายคำสอนของคัมภีร์ไบเบิล
ศาสตราจารย์ อันโตนิโอ อาร์นาอิซ วิลเลนา นักพันธุกรรมแห่งมหาวิทยาลัยคอมพลูเทนส์ในกรุงมาดริดผู้เขียนบทความชิ้นนี้กล่าวว่า “ ผมตกตะลึงมาก ผมเขียนงานทางด้านวิทยาศาสตร์ไว้หลายร้อยชิ้น บางชิ้นก็เขียนให้นิตยสารธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับผมมาก่อน”
เซอร์ วอลเตอร์ บอดเมอร์ นักพันธุกรรมชาวอังกฤษได้กล่าวว่า “ถ้าหากนิตยสารฉบับนี้ไม่ชอบงานดังกล่าว เขาก็ไม่น่าจะพิมพ์มันออกมาเสียตั้งแต่ทีแรก แต่ทำไมจะต้องคอยจนกระทั่งมันปรากฏออกมาแล้วจึงได้ทำเช่นนี้ ?”
นิโคล ซูซิโอโฟคา แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์คซึ่งเป็นบรรณาธิการของนิตยสารเล่มนี้ได้อ้างว่าบทความดังกล่าวได้สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น ตอนนี้บรรณาธิการคนดังกล่าวได้ถูกปลดออกจากกองบรรณาธิการของนิตยสารฉบับนี้แล้ว
ดอลลี่ ไทอัน นายกสมาคมประวัติศาสตร์เปรียบเทียบและความคงทนของพันธุกรรมแห่งอเมริกาซึ่งเป็นผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนี้ได้บอกสมาชิกว่าสมาคมรู้สึกผิดและเสียหน้า
บทความเรื่อง “ ต้นกำเนิดของชาวปาเลสไตน์และความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมของคนเหล่านี้กับประชากรอื่นๆในเขตเมดิเตอร์เรเนียน” ซึ่งทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมในยีนที่มีระบบปลอดโรคของประชาชนในตะวันออกกลางนั้น คณะผู้ศึกษาพบว่าไม่มีข้อมูลใดๆที่จะสนับสนุนความคิดที่ว่าชาวยิวมีพันธุกรรมที่แตกต่างเหนือกว่าคนอื่นๆในภูมิภาคนี้ การศึกษาค้นคว้าของคณะผู้ศึกษาชุดนี้ได้ท้าทายข้ออ้างที่ว่าชาวยิวเป็นคนพิเศษที่ได้รับการคัดเลือกและสามารถที่จะนับถือศาสนายูดายได้เท่านั้น
คณะผู้ศึกษากล่าวว่า “ชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกกลางมีหน่วยพันธุกรรมที่เหมือนกันมากและจะต้องถือว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและไม่แยกจากกันทางพันธุกรรม” และสรุปว่า “ ความขัดแย้งกันระหว่างชนสองเผ่าพันธุ์นี้จึงมาจากวัฒนธรรมและศาสนา มิใช่ความแตกต่างทางด้านพันธุกรรม”
แต่นิตยสารฉบับนี้ซึ่งได้รับข้อเขียนดังกล่าวในตอนต้นปีได้อ้างว่าบทความชิ้นนี้มีความอคติทางการเมืองและเขียนขึ้นโดยการใช้ข้อความที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ บรรณาธิการได้บอกนิตยสาร “เนเจอร์” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเธอถูกสมาชิกจำนวนมากขู่ว่าจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกถ้าหากเธอไม่ถอาดข้อเขียนนี้ออก
อาร์นาอิซ วิลเลนากล่าวว่าเขาไม่เห็นข้อกล่าวหาที่มีต่อเขาสักข้อเดียว ถึงแม้เขาจะได้รับโอกาสให้ดูจดหมายจำนวนมากที่ส่งไปยังนิตยสาร เขายอมรับว่าเขาใช้ถ้อยคำในบทความที่ทำให้เขาต้องถูกวิจารณ์ นั่นคือ เขาได้อ้างถึง “นักล่าอาณานิคม”ชาวยิวที่อาศัยอยู่ฉนวนกาซาและอีกคำหนึ่งที่กล่าวถึงชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในค่าย “กักกันเชลย”
เขากล่าวว่า “บางทีผมน่าจะใช้คำว่าผู้ตั้งถิ่นฐานแทนความว่านักล่าอาณานิคม แต่จริงๆแล้ว มันแตกต่างอะไรกัน ? และก็เห็นชัดแล้วว่าผมน่าจะใช้คำว่าค่ายผู้อพยพ ไม่ใช่ค่ายกักกันเชลย แต่ถ้าใช้คำเช่นนั้นผมก็กำลังหมายการตั้งถิ่นฐานนอกอิสราเอล เช่นในซีเรียและเลบานอนที่แทบจะไม่ทำให้ผมเป็นคนต่อต้านชาวยิวเลย การอ้างถึงประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้มักจะถูกคิดว่าเป็นความผิดทางการเมืองและการอ้างดังกล่าวจะถูกถอดออกไปจากเอ็นไซโคลปีเดีย(สารานุกรม)บริตานิกาและหนังสือตำราอื่นๆ
ในตอนที่นิตยสารดังกล่าวออกมาอ้างเรื่องการประท้วงจากสมาชิกจำนวนมากนั้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้เขียนจดหมายไปยังสมาคมเพื่อสนับสนุนอาร์นาอิซ วิลเลนาและประท้วงการกระทำของนิตยสารดังกล่าว
หนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นกล่าวว่า “ถ้าอาร์นาอิซได้พบหลักฐานว่าชาวยิวมีความพิเศษทางพันธุกรรม คุณก็แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีใครคัดค้านคำพูดที่เขาใช้ในบทความของเขา นี่เป็นเรื่องที่แย่มาก”

จากคุณ : โมเสส 7 ส.ค. 45 โห.......... แสดงความเห็นกันมากเหลือเกิน อ่านไม่หวาดไม่ไหว
แต่ไปสะดุด อยู่ที่คุณหญิงจุกนิดหนึ่ง เพราะผมไม่ได้บอกถึงที่มาที่ไปของรูปนี้ รูปที่ว่านี้ โมดิฟายโดย Carlos Henrique Latuff นักวาดคาร์ตูนล้อเลียนการเมืองยอดนิยมชาวบราซิล ภายหลังที่บุชกล่าวว่า ชารอนเป็นบุคคลแห่งสันติภาพ มีอีกเยอะแยะครับ ดูได้ที่
http://www.editorialcartoons.net/

ระยะหลังๆ ผมมักจะโพสต์กระทู้ โดยพยายามเข้าใจความคิดและความเข้าใจของบรรดา Americanism ว่าเขาคิดและได้รับทราบเรื่องราวต่างๆผ่านสื่อของอเมริกาอย่างไร แล้วจึงนำเสนอเรื่องราวที่จะแสดงให้เห็นว่า ในสภาพที่เขารับทราบมานั้น ในข้อเท็จจริงมันมีอีกภาพหนึ่งที่คนอื่นมองในทางตรงกันข้าม ( สังเกตดูว่า Americnism บางคน อย่าง HT2025 และ Seng wa ก็ต้องโพสต์กระทู้แบบนี้ถึงจะมันส์ บอกตรงๆไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกเสียดสีและเยอะเย้ยกลับ)


กับข้อมูลของผม เป็นอีกภาพหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นในอีกมุมมองหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่งๆ ถ้าดูโดยอาศัยประสบการณ์ บรรทัดฐานและความเข้าใจที่แตกต่างกัน อาจจะมองเป็นคนละภาพกันเลย

ยกตัวอย่าง คำพูดของบิล คลินตัน ที่ว่า
“ตอนที่ข้าพเจ้าเข้ารับตำแหน่ง ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะให้ประเทศของเราก้าวย่างไปสู่ศตวรรษที่ 21 ในฐานะของประเทศมหาอำนาจที่มีความเข็มแข็งสำหรับสันติภาพและเสีภาพ สำหรับประชาธิปไตย ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง” Bill Clinton, 1996

แต่ในมุมมองขององค์กรนิรโทษกรรมกลับมองอเมริกาในทางตรงข้าม
“ทั่วทั้งโลก ไม่ว่าในวันใหนๆก็ตาม บุรุษ สตรีหรือเด็กๆ ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน ถูกทรมาน ฆ่า หรือสูญหาย ด้วยน้ำมือของรัฐบาลหรือกองกำลังติดอาวุธ น้อยครั้งนักที่อเมริกาจะไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์เหล่านั้น” Amnesty International, 1996

หรืออย่างคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดี บุช ผู้พ่อกล่าวตอนที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ตอนที่สหภาพโซเวียต คู่แข่งของอเมริกาล่มสลายว่า
“ ครั้งหนึ่ง โลกเคยแบ่งเป็นสองค่าย ถึงตอนนี้กลับยอมรับมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่สูงส่ง คือสหรัฐอเมริกา พวกเขายอมรับสิ่งนี้ไม่ใช่เพราะความเกรงกลัว ชาวโลกไว้ใจในอำนาจของเรา และนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ชาวโลกไว้ใจว่าเราจะดำรงความยุติธรรมและยับยั้งชั่งใจ พวกเขามอบความไว้วางใจที่จะให้เราอยู่ข้างฝ่ายของผู้มีเกียรติ และพวกเขามอบความไว้วางใจที่จะให้เรากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

George Bush, 1992
เคลิ้มมั้ยครับกับคำพูดที่สวยหรู หลายคนยอมรับสิ่งนั้น
แต่ลองดูคำพูดของเนลสัน แมนเดลล่า ประธานาธิบดีของอัฟริกาใต้ ตอนที่ถูกอเมริกาขู่ไม่ให้เขาไปเยือนลิเบีย ชาติที่เคยช่วยเหลือชาวผิวดำ ตอนที่ถูกรัฐบาลผิวขาวกดขี่ ซิครับ

“พวกเขาจะมาบังคับเราได้อย่างไรว่า ประเทศใหนที่เราควรไปเยี่ยม ประเทศใหนเป็นมิตรของเรา ? กัดดาฟีเป็นเพื่อนของฉัน เขาสนับสนุนเราตอนที่เราถูกโดดเดี่ยว ใครก็ตามที่พยายามหยุดยั้งการเยี่ยมประเทศนี้(ลิเบีย)ของฉัน ถือได้ว่าเป็นศัตรูของเรา พวกเขาไม่มีคุณธรรม และเราไม่อาจยอมรับข้ออ้างของประเทศนั้นที่ว่าเป็นรัฐตำรวจโลกได้”
Nelson Mandela, 1997