มองมุมกว้างศิลปะอิสลาม (Islamic art): มุมมองเชิงสำรวจ

อีเมล พิมพ์

รศ. สมเกียรติ ตั้งนโม: แปลและเรียบเรียง
ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศิลปะอิสลาม (Islamic art )

ศิลปะอิสลามในที่นี้หมายรวมถึงงานทางด้านทัศนศิลป์ที่ได้รับการสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา โดยผู้คน (ซึ่งไม่จำต้องเป็นชนมุสลิมแต่อย่างใด) ที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณถิ่นพำนักของประชากรที่มีวัฒนธรรมอิสลาม สำหรับศิลปะและสุนทรียศาสตร์ซึ่งจะได้รับการกล่าวถึงในที่นี้ ประกอบด้วย สถาปัตยกรรม ศิลปะการเขียนตัวอักษร(calligraphy), จิตรกรรม, และงานเครื่องปั้นดินเผา(เซอรามิคต่างๆ - ceramics), และอื่นๆ


โดยแบบฉบับ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด ศิลปะและสุนทรียศาสตร์อิสลามได้เพ่งความสนใจไปที่การเขียนลวดลายและตัวอักษรอาราบิก(patterns and Arabic calligraphy) มากกว่าการเขียนภาพคน ทั้งนี้เนื่องมาจากความเกรงกลัวโดยชนมุสลิมจำนวนมากว่า การเขียนภาพคนนั้น เป็นเรื่องการบูชารูปปั้นและด้วยการกระทำเช่นนั้นถือเป็นบาปต่อองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) (*) ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน (because it is feared by many Muslims that the depiction of the human form is idolatry and thereby a sin against Allah, forbidden in the Qur'an).

(*) ย่อมาจากภาษาอาหรับ "ซุบฮานะฮุ วะตาอาลา" - ความบริสุทธิ์ และความสูงสุดยิ่งแด่พระองค์

อันที่จริง ศิลปอิสลามมิใช่ศิลปะเพื่อการพระศาสนาเท่านั้น ศัพท์คำว่า "อิสลาม" ใช้อ้างอิงไม่เพียงเรื่องศาสนา แต่ยังหมายถึงความรุ่มรวยและความหลากหลายของอิสลาม รวมทั้งวัฒนธรรมด้วย. ศิลปอิสลาม มักรับเอาวัตถุธาตุต่างๆ ทางโลก(secular elements) และองค์ประกอบที่ไม่ได้รับการอนุมัติ (แม้นว่าไม่ใช่สิ่งต้องห้าม) มาใช้ในการสร้างสรรค์ โดยบรรดานักเทววิทยาอิสลามบางคน

ศิลปอิสลามพัฒนาขึ้นมาจากต้นตอหลายแหล่ง
ศิลปอิสลามพัฒนาขึ้นมาจากต้นตอหลายแหล่ง ทั้งจากโรมัน, ศิลปของชนคริสเตียนช่วงต้น, และสไตล์ไบแซนทีน เหล่านี้ได้ถูกรับเอามาในศิลปอิสลามและสถาปัตยกรรมยุคต้นๆ อิทธิพลของศิลปกรรม Sassanian (*) ของเปอร์เชียก่อนการมาถึงของอิสลาม (pre-Islamic Persia) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญสุดยอด; เป็นสไตล์หรือแบบฉบับทางศิลปกรรมของเอเชียกลางที่ถูกนำเข้ามาโดยการรุกรานของพวกนอแมดิก(ชนเผ่าเร่ร่อน) และอิทธิพลจีน อันมีผลอย่างสำคัญต่องานจิตรกรรมอิสลาม, ภาชนะดินเผา(pottery), และสิ่งทอต่างๆ

(*) หมายเหตุ: The Sassanid Empire or Sasanian Empire, known to its inhabitants as Eranshahr, was the last pre-Islamic Persian Empire, ruled by the Sasanian Dynasty from 224 to 651. The Sassanid Empire was recognized as one of the two main powers in Western Asia and Europe alongside the Roman Empire and later the Byzantine Empire for a period of more than 400 years.

องค์ประกอบในศิลปกรรมอิสลามเป็นเรื่องของการเขียนภาพซ้ำๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ลวดลายดอกไม้ ลวดลายเรขาคณิต หรือแบบของพันธุ์พืชต่างๆ ซึ่งถูกรู้จักในฐานะ arabesque (*). สำหรับคำว่า arabesque ใน ศิลปอิสลามมักถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ อันเป็นธรรมชาติที่อยู่เหนือขึ้นไป ไม่อาจแบ่งแยกได้ และความไร้ขอบเขตของอัลลอฮ์ (ซ.บ.). ความผิดพลาดพลั้งเผลอในการซ้ำ อาจมีเจตจำนงในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมาในฐานะความเป็นมนุษย์โดยบรรดาศิลปินทั้งหลาย ซึ่งมีความเชื่อความศรัทธาว่า องค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้นซึ่งสามารถสร้างสรรค์ความสมบูรณ์แบบได้ แม้ว่าทฤษฎีนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ก็ตาม

(*) The arabesque is an artistic motif that is characterized by the application of repeating geometric forms and fancifully combined patterns; these forms often echo those of plants and animals. Arabesques are, as their name indicates, elements of Islamic art often found decorating the walls of mosques. The choice of which geometric forms are to be used and how they are to be formatted is based upon the Islamic view of the world. To Muslims, these forms, taken together, constitute an infinite pattern that extends beyond the visible material world. To many in the Islamic world, they concretely symbolize the infinite, and therefore uncentralized, nature of the creation of the one God (Allah).

มุสลิม นิกาย"สุหนี่"และ"ชีอะฮ์" เชื่อว่า ภาพทัศนศิลป์ของสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตาม โดยทั่วไปแล้วควรถูกห้ามหรือไม่อนุญาต แต่อย่างไรก็ตาม การเขียนภาพคนอาจพบได้ในทุกยุคทุกสมัยของศิลปอิสลาม ภาพตัวแทนคนทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เป็นการบูชาซึ่งได้รับการพิจารณาว่าเป็น การบูชารูปปั้น และเป็นสิ่งต้องห้ามตามที่กำหนดในกฎหมายอิสลามที่ถูกรู้จักในฐานะกฎหมายชารี อะฮ์ (Sharia law)(*). นอกจากนี้ ยังมีภาพเขียนจำนวนมากเกี่ยวกับท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ.ล.) (**)ศาสดาองค์สำคัญของศาสนาอิสลาม ในประวัติศาสตร์ศิลปอิสลาม

(*)Sharia is an Arabic word meaning 'way' or 'path'. In Arabic, the collocation God's Law is traditionally used not only by Muslims, but also Christians and Jews. Yet in modern English it often refers to an Islamic concept, the wide body of Islamic religious law. Used thus, it refers to the legal framework within which the public and private aspects of life are regulated for those living in a legal system based on Islamic principles of jurisprudence and for Muslims living outside the domain. Sharia deals with many aspects of day-to-day life, including politics, economics, banking, business, contracts, family, sexuality, hygiene, and social issues.

(**) ศ.ล. ย่อมาจาก ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ขอความโปรดปรานของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และสันติสุขจงมีแด่ท่าน

สถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมอิสลาม (Islamic Architecture)
อาจกล่าวได้ว่า การแสดงออกที่สำคัญที่สุดของศิลปะอิสลาม ก็คือ งานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสุเหร่า หรือ มัสยิด ประกอบด้วย อาคารสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยม ผนังด้านหนึ่งเปิดเป็นรูปประตูโค้ง และหลังคาถูกค้ำยันด้วยเสา - four-iwan and hypostyle) (*)(**). โดยผ่านอาคารสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ต่างๆ ผลของวัฒนธรรมที่ผันแปรไปท่ามกลางอารยธรรมอิสลามสามารถแสดงตนออกมาได้ สถาปัตยกรรมทางตอนเหนือของแอฟริกาและสถาปัตยกรรมอิสลามของสเปนเป็นตัวอย่าง มีส่วนผสมขององค์ประกอบของสไตล์โรมัน-ไบแซนทีนต่างๆ (Roman-Byzantine) ดังจะเห็นได้จากพระราชวัง Alhambra (***) ที่เกรนาดา Granada, หรือสุเหร่าขนาดใหญ่แห่งคอร์โดบา the Great Mosque of Cordoba (****).

(*) Four-Iwan Type: A structure with cross-axes ending in four iwans surrounding a courtyard. In four-iwan mosques and madrasas, the prayer hall is the largest iwan. The type first appeared in Khurasan, probably developed from ancient Iranian models. It was the most popular type in the medieval period, and remained dominant in Iran.

(**) In architecture, a hypostyle hall has a flat ceiling which is supported by columns, as in the Great Hypostyle Hall at Karnak. In this case the columns flanking the central avenue are of greater height than those of the side aisles, and this allows openings in the wall above the smaller columns, through which light is admitted over the aisle roof, through clerestory windows.

(***) The Alhambra (the complete form of which was Calat Alhambra), "the red fortress") is a palace and fortress complex of the Moorish rulers of Granada in southern Spain (known as Al-Andalus when the fortress was constructed during the mid 14th century), occupying a hilly terrace on the southeastern border of the city of Granada. Once the residence of the Muslim rulers of Granada and their court, the Alhambra is now one of Spain's major tourist attractions exhibiting the country's most famous Islamic architecture, together with Christian 16th century and later interventions in buildings and gardens that marked its image as it can be seen today. Within the Alhambra, the Palace of Charles V was erected by Charles V, Holy Roman Emperor, in 1527.

(****) The Mezquita (of Cordoba or Cordova) is a Roman Catholic cathedral originally built as a mosque in the Andalusian city of C?rdoba, Spain. It is regarded as perhaps the most accomplished monument of the Umayyad dynasty of Coorrdoba. After the Spanish Reconquista, it was turned into a church, with a Gothic cathedral inserted into the center of the large Moorish building. Today the entire building is used to house the Cathedral of the diocese of Cordoba in Spain.



บทบาท ของหลังคาโดมต่างๆ ในสถาปัตยกรรมอิสลามได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนสำคัญ โดมต่างๆ ได้ถูกใช้ประโยชน์ในสถาปัตยกรรมอิสลามมานับเนื่องติดต่อกันหลายศตวรรษ หลังคาโดมที่ยังคงเหลือรอดมาจากยุคต้นที่สุดคือส่วนหนึ่งของสุเหร่า Dome of the Rock (*) ซึ่งสร้างขึ้นในปี 691. หลังคาโดมที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งที่ผนวกเข้ามาคือ"ทัจมาฮาล" (Taj Mahal) (**), ได้รับการสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17. ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หลังคาโดมแบบอิสลามได้รับการรวมเข้าเป็นกลุ่มก้อนในสถาปัตยกรรมตะวันตก


(*) The Dome of the Rock is an Islamic shrine which houses the Foundation Stone, arguably the holiest spot in Judaism, and is a major landmark located on the Temple Mount in Jerusalem. It was completed in 691, making it the oldest extant Islamic building in the world. Its significance stems from the religious beliefs regarding the rock at its heart.

(**) The Taj Mahal is a mausoleum located in Agra, India, built by Mughal Emperor Shah Jahan in memory of his favorite wife, Mumtaz Mahal. The Taj Mahal (also "the Taj") is considered the finest example of Mughal architecture, a style that combines elements from Persian, Indian, and Islamic architectural styles. In 1983, the Taj Mahal became a UNESCO World Heritage Site and was cited as "the jewel of Muslim art in India and one of the universally admired masterpieces of the world's heritage."


ศิลปะการเขียนตัวอักษรอาราบิก (Arabic Calligraphy)
งานออกแบบลวดลายตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือ (Calligraphic-ศิลปะการตวัดเส้น) เป็นสิ่งที่พบได้ทุกหนแห่งในศิลปะอิสลาม ปกติแล้วได้รับการแสดงออกในการผสมผสานกับข้อความสั้นๆ ที่นำมาจากพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน และคำประกาศต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ ลายมือสองชนิดที่สำคัญเกี่ยวพันกับ Kufic (*) และ naskh (**) ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสามารถพบได้ในการตกแต่ง เพื่อเพิ่มเติมหรือยกระดับความดึงดูดทางสายตาของกำแพงและโดมต่างๆ ของอาคารสิ่งก่อสร้าง ด้านข้างต่างๆ ของธรรมมาส (minbars)(***) และอื่นๆ พระคัมภีร์ที่คัดลอกด้วยลายมือ การผลิตเหรียญ และงานศิลปะชั้นรองอื่นๆ อย่างเช่น คนโทหรือกาน้ำ และภาชนะสำหรับบรรรจุกำยานต่างๆ บ่อยครั้งที่มีการตกแต่งด้วยลวดลายตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือ

(*) Kufic is the oldest calligraphic form of the various Arabic scripts and consists of a modified form of the old Nabataean script. Its name is derived from the city of Kufa, Iraq. although it was known in Mesopotamia at least a 100 years before the foundation of Kufa. At the time of the emergence of Islam, this type of script was already in use in various parts of the Arabian Peninsula. It was in this script that the first copies of the Qur'an were written.

(**) Naskh (also known as Naskhi or by its Turkish name Nesih is a specific calligraphic style for writing in the Arabic alphabet, thought to be invented by Ibn Muqlah. The root of this Arab. term nasakha means "to abolish, abrogate" and "to copy". It either refers to the fact that it replaced its predecessor, Kufic script, or that this style allows faster copying of texts. With small modifications, it is the style most commonly used for printing Arabic, Persian, Pashto, et al.

(***) A minbar (also spelt mimbar or mimber) is a pulpit in the mosque where the imam (leader of prayer) stands to deliver sermons (khutbah ) or in the Hussainia where the speaker sits and lectures the congregation. While minbars are usually more akin to pulpits in elevation and structures they have a function and position more similar to that of a lectern, emphasizing contact with the audience. The minbar is usually shaped like a small tower with a pointed roof and stairs leading up to it. Some believe decorating it is part of the sunnah, oppositely the prophet Mohammed only had a platform with 3 steps. The minbar is located to the right of the mihrab, the niche that indicates the direction of prayer (i.e. towards Mecca).

การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือ - บทบาทของวัฒนธรรมอิสลาม (Role in Islamic culture)
อย่างที่ถกเถียงกันได้ ศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือกลายเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับนับถือมาก ที่สุดของศิลปะอิสลาม ทั้งนี้เพราะศิลปกรรมชนิดนี้ได้เชื่อมโยงระหว่างภาษาของชนมุสลิมทั้งหลาย เข้ากับศาสนาอิสลาม. พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม อัล-กุรอ่าน ได้แสดงบทบาทอย่างสำคัญในพัฒนาการและวิวัฒนาการเกี่ยวกับภาษาอาราบิก และโดยการแผ่ขยายออกไปสู่ศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือในตัวอักษรอาราบิ ก. สุภาษิตต่างๆ และข้อความทั้งหลายที่สมบูรณ์จากพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน ยังคงเป็นต้นตอซึ่งนำมาใช้สำหรับศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมืออยู่ ตัวอักษรอาราบิกประกอบด้วยตัวหนังสือ 28 ตัว และรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกัน 18 แบบ

การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือในแบบ Diwani (*) เป็นสไตล์การเขียนตัวอักษรอาราบิกในลักษณะเชื่อมติดกัน (cursive style of Arabic calligraphy) ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงระหว่างการครองราชย์ของจักรวรรดิออโตมาน เติอร์ค ช่วงต้น(ศตวรรษที่ 16 และช่วงต้นศตวรรษที่ 17) การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือประเภทนี้ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นโดย Housam Roumi และได้รับความนิยมอย่างสูงภายใต้การปกครองของกษัตริย์สุไลมานที่ 1 อันเกรียงไกร (Suleyman I the Magnificent) (1520-66). ภาพลายมือนี้มีฐานะในเชิงตกแต่งเท่าเทียมกับการใช้ในการสื่อสาร การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือแบบ Diwani ถูกทำให้แตกต่างไปโดยความสลับซับซ้อนของเส้นสายภายในตัวอักษร และนำมาเคียงกันอย่างอัดแน่นเป็นคำๆ ความผันแปรของการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือแบบ Diwani, the Diwani Al Jali, ได้รับการทำขึ้นให้มีคุณลักษณ์พิเศษโดยความอุดมสมบูรณ์ของเครื่องหมายต่างๆ ในการแสดงการออกเสียง และลักษณะลวดลายประดับ (ornamental marks).


(*) Diwani is a calligraphic variety of Arabic script, a cursive style developed during the reign of the early Ottoman Turks (16th century - early 17th century). It was invented by Housam Roumi and reached its height of popularity under S?leyman I the Magnificent (1520-1566). It was labeled the Diwani script because it was used in the Ottoman diwan and was one of the secrets of the sultan's palace. The rules of this script were not known to everyone, but confined to its masters and a few bright students. It was used in the writing of all royal decrees, endowments, and resolutions.

The Diwani script is divided into two types:
1. The Riq`a Diwani style, which is devoid of any decorations and whose lines are straight, except for the lower parts of the letters.
2. The Jeli Diwani or clear style. This kind of handwriting is distinguished by the intertwining of its letters and its straight lines from top to bottom. It is punctuated and decorated to appear as one piece. The Diwani handwriting is known for the intertwining of its letters, which makes it very difficult to read or write, and difficult to forge.

สุด ท้าย ศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือที่ใช้ร่วมกันส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันคือ แบบที่เรียกว่า Ruq'ah (*) (also known as Riq'a) ซึ่งมีความเรียบง่ายธรรมดาและง่ายต่อการเขียน ความเคลื่อนไหวหรือการตวัดปัดป้ายไม่รุนแรง ปราศจากความสวิงสวาย ซึ่งการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือประเภทนี้พบเห็นกันได้ทั่วไปส่วนใหญ่ ซึ่งได้รับการพิจารณาว่าเป็นการเขียนตัวอักษรที่ยกระดับขึ้นมาจากการเขียน ตัวอักษรด้วยลายมือแบบ Naskh, สำหรับบรรดาพวกเด็กๆ ได้รับสอนมาตั้งแต่ขั้นประถม เมื่อได้รับการศึกษาสูงขึ้นไปเด็กๆ ก็จะได้รับการสอนให้เขียนตัวอักษรในแบบ Ruq'ah นี้

(*) Ruq'ah or Riq'a is a calligraphic variety of Arabic script. The Ruq`ah style of handwriting is one of the "modern" types of handwriting. It is known for its clipped letters composed of short, straight lines and simple curves, as well as its straight and even lines of text. It was probably derived from the Thuluth and Naskh styles. It is clear and legible, and is the easiest script for daily handwriting. In the beginning, it was the most common for daily use. It is used in the titles of books and magazines, in commercial advertisements, and in the icazets, diplomas awarded to students of calligraphy. It was widely used by Ottoman documents.

รูปแบบการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือเรียกว่า Sini (*) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือของจีน ถูกพัฒนาขึ้นมา รูปแบบการเขียนตัวอักษรดังกล่าว ใช้พู่กันที่ทำมาจากขนม้าซึ่งมาแทนที่ปากกามาตรฐานที่ทำมาจากต้นอ้อ รูปแบบการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงในขนบจารีตนี้คือ Hajji Noor Deen Mi Guangjiang.[**]

(*) Sini is a Chinese Islamic calligraphic form for the Arabic script. It can refer to any type of Chinese Islamic calligraphy, but is commonly used to refer to one with thick and tapered effects, much like Chinese calligraphy. It is used extensively in mosques in eastern China, and to a lesser extent in Gansu, Ningxia, and Shaanxi. A famous Sini calligrapher is Hajji Noor Deen Mi Guangjiang.

[**] Hajji Noor Deen Mi Guangjiang (born 1963) is an expert in Islamic calligraphy, specializing in the Sini style which originated from the Chinese Muslim tradition. Born in the province of Shandong, he is a lecturer at the Islamic College at Zhengzhou in the province of Henan, and is also a researcher of Islamic culture at the Henan Academy of Sciences. In 1997, Haji Noor Deen was the first Chinese Muslim to be awarded the Egyptian Certificate of Arabic Calligraphy and to be admitted as a member of the Association of Egyptian Calligraphy.


ศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือขึ้นเป็นภาพ (Calligrams)
ศิลปการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือ (Calligraphy) ศิลปะอิสลามในโลกมุสลิมส่วนใหญ่ ยังมีด้านที่เกี่ยวกับการนำตัวอักษรมาสร้างขึ้นเป็นภาพด้วย โดยการประกอบคำต่างๆ ขึ้นเป็นรูปร่าง เรียกว่า calligram (มีลักษณะคล้ายคลึงกับ concreate poetry) [*] สำหรับเทคนิค calligram นี้ อาจมาจากภาษาหรือคำอย่างเช่น องค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ.ล.) ฯลฯ เป็นต้น หรือใช้การเขียนแบบที่เรียกว่า micrography,[**] นักเขียนตัวอักษรด้วยลายมือจะสร้างภาพคนขึ้นมา (anthropomorphic figures) ('Ali, บุคคลในอุดมคติอันน่าเลื่อมใส, คนกำลังละหมาด, ใบหน้า) (the Ideal Human of mystics), a praying man), a face), ภาพตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ที่แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปสัตว์ต่างๆ (zoomorphisms) (*) (สิ่งมีชีวิตในเชิงสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่มาจากรูปแบบการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือของนิกายชีอะฮ์ ยกตัวอย่างเช่น เขียนเป็นรูปสิงโต (Duldul, horse of 'Ali, horse ('Ali's Duldul), ภาพปลา, นกกระสา หรือนกอื่นๆ) (the qur'anic Hudhud) และภาพของสิ่งไม่มีชีวิตต่างๆ (inanimate representations) เช่น ดาบ (a sword) (Dhu al-Fiqar), สุเหร่า-มัสยิด, เรือ, การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือที่เรียกว่า Calligrams ถูกทำให้สัมพันธ์กับลัทธิรหัสยนัย(เวทมนต์-ความลึกลับ)ของมุสลิม และเป็นที่นิยมของบรรดานักเขียนตัวอักษรด้วยลายมือชั้นนำจำนวนมากในตุรกี, เปอร์เชีย, และอินเดีย นับจากศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา

[*] Concrete poetry, pattern poetry or shape poetry is poetry in which the typographical arrangement of words is as important in conveying the intended effect as the conventional elements of the poem, such as meaning of words, rhythm, rhyme and so on. It is sometimes referred to as visual poetry; a term that has evolved to have distinct meaning of its own, because the words themselves form a picture. This can be called imagery because you use your senses to figure out what the words mean.

[**] Micrography (a Greek word that literally stands for micro-writing), also called microcalligraphy, is a Jewish art form developed in the 9th century, with parallels in Christianity and Islam [1], utilizing minute Hebrew letters to form representational, geometric and abstract designs. Colored micrography is especially distinctive because these rare artworks are customarily rendered in black and white.

(*) zoomorphisms: The representation of gods as animals or the attributing of animal characteristics to gods.

ในการสอนเกี่ยวกับการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือ การเขียนตัวหนังสือขึ้นเป็นภาพถูกนำมาใช้เพื่อทำให้ตัวอักษรต่างๆ ปรากฎเป็นรูปร่างต่อสายตาเพื่อติดตามร่องรอย ยกตัวอย่างเช่น ตัวอักษร ha' ใน nasta'liq มีลักษณะคล้ายคลึงกับดวงตา อันเป็นคำในภาษาเปอร์เชียที่บ่งชี้ในเชิงนัยยะ: "he' two eyes" he' do cheshm). ในทางวรรณคดีและกวีนิพนธ์ การพิจารณาตัวอักษรต่างๆ เป็นการสะท้อนเกี่ยวกับโลกธรรมชาติซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงเวลา Abbasid (*)

(*) The Abbasid Caliphate was the third of the Islamic Caliphates of the Islamic Empire. It was ruled by the Abbasid dynasty of caliphs, who built their capital in Baghdad after overthrowing the Umayyad caliphs from all but Al Andalus.

หนึ่งในปรมาจารย์ทางด้านการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือร่วมสมัยในแบบ calligram คือ Hassan Massoudy.


การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือประกอบตัวอาคารมัสยิด-สุเหร่า (Mosque calligraphy)
ศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือประกอบตัวอาคารศาสนสถานอิสลาม(Islamic Mosque calligraphy) ถือเป็นสไตล์หนึ่งที่สามารถพบได้ภายในและภายนอกสุเหร่าต่างๆ อันนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะอิสลาม ส่วนใหญ่แล้วมีลักษณะที่เรียกว่า Arabesque (*). รูปแบบ Arabesque คือศิลปะอิสลามที่มีการนำเอารูปทรงเรขาคณิตมาใช้ซ้ำๆ เพื่อตกแต่งให้เกิดความงามขึ้น รูปร่างเชิงเรขาคณิตเหล่านี้ บ่อยครั้งจะประกอบด้วย การเขียนตัวอักษรด้วยลายมือภาษาอาราบิก ซึ่งเขียนขึ้นบนผนังกำแพงและเพดานทั้งส่วนภายในและภายนอกสุเหร่า สำหรับเรื่องหรือข้อความงานเขียนลายมือนี้อาจได้รับสืบทอดมาจากต้นตอที่แตกต่างกันในศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจได้รับมาจากคำต่างๆ ในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน หรือมาจากขนบจารีตมุขปาฐะ (the oral traditions) ที่เกี่ยวพันกับคำพูดและการกระทำของท่านศาสนามุฮัมหมัด (ศ.ล.)

(*) The arabesque is an artistic motif that is characterized by the application of repeating geometric forms and fancifully combined patterns; these forms often echo those of plants and animals.[1]Arabesques are, as their name indicates, elements of Islamic art often found decorating the walls of mosques. The choice of which geometric forms are to be used and how they are to be formatted is based upon the Islamic view of the world. To Muslims, these forms, taken together, constitute an infinite pattern that extends beyond the visible material world. To many in the Islamic world, they concretely symbolize the infinite, and therefore uncentralized, nature of the creation of the one God (Allah).


ภาพเขียนขนาดเล็ก (Persian miniature)

ภาพเขียนขนาดเล็กของเปอร์เชียน (Persian miniature) เป็นผลงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงภาพประกอบในหนังสือต่างๆ หรือผลงานศิลปะเป็นชิ้นๆ โดยตั้งใจที่จะเก็บรักษาไว้ในอัลบัมของผลงานทำนองนั้น เทคนิคต่างๆ เปรียบเทียบได้อย่างกว้างๆ กับขนบจารีตการเขียนภาพขนาดเล็กในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของตะวันตกและไบแซนทีน (the Western and Byzantine traditions of miniatures in illuminated manuscripts.)

แม้ว่าจะมีขนบจารีตของเปอร์เชียนเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างดีพอกัน แต่อัตราการเหลือรอดและภาวะของการปกปักษ์รักษาเกี่ยวกับภาพเขียนขนาดเล็กประเภทนี้ค่อนข้างทำได้ดีกว่า และภาพเขียนขนาดเล็กทั้งหลายยังเป็นที่รู้จักมักคุ้นของตะวันตกในฐานะรูปแบบงานจิตรกรรมเปอร์เชียนด้วย ผลงานจิตรกรรมขนาดเล็ก(Miniature painting) กลายเป็นรูปแบบหนึ่งทางศิลปะซึ่งมีความสำคัญในศตวรรษที่ 13 และจุดสูงสุดในขนบจารีตดังกล่าวมาถึงราวศตวรรษที่ 15-16 ขนบจารีตภาพเขียนชนิดนี้ (ภายใต้อิทธิพลของตะวันตก และหลังจากนี้) ยังคงเป็นตัวแทนหรือแบบฉบับและผู้ให้สนับสนุนสมัยใหม่จำนวนมาก จิตรกรรมภาพเขียนขนาดเล็กเปอร์เชียนได้ส่งอิทธิพลอย่างเด่นชัดต่อจารีตการภาพเขียนขนาดเล็กอิสลามอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเขียนขนาดเล็กอ็อตโตมานในตุรกี(the Ottoman miniature in Turkey) และภาพเขียนขนาดเล็กโมกุลในอนุทวีปอินเดีย(the Mughal miniature in the Indian sub-continent.)

แนวเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับภาพเขียนขนาดเล็กของเปอร์เชียน ส่วนใหญ่แล้วสัมพันธ์กับปกรณัมโบราณเปอร์เชียนและกวีนิพนธ์ บรรดาศิลปินตะวันตกได้ค้นพบภาพเขียนขนาดเล็กเปอร์เชียตลอดมา นับจากเริ่มต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ภาพเขียนประเภทนี้ใช้รูปทรงเรขาคณิตบริสุทธิ์และสีสันอันเจิดจ้า ความดึงดูดจิตใจของภาพเขียนขนาดเล็กเปอร์เชียนวางอยู่ในการรวบรวมความสลับซับซ้อนของภาพ และความน่าประหลาดใจซึ่งได้ตั้งคำถามและข้อสงสัยคำโตเกี่ยวกับธรรมชาติของศิลปะและการรับรู้ในผลงานขั้นปรมาจารย์ของศิลปะประเภทนี้

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับภาพเขียนขนาดเล็กเปอร์เชีย (History of Persian miniatures)
กำเนิดของภาพเขียนขนาดเล็กเปอร์เชียเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะตามหาร่องรอย แต่ที่ทราบแน่นอนคือรูปแบบผลงานศิลปะประเภทนี้ได้มาถึงจุดสูงสุดในยุคสมัยโม กุลและทิมูริด (the Mongol and Timurid (*) periods) (ราวศตวรรษที่ 13 - 16), ช่วงผู้ปกครองต่างๆ ของมองโกลเข้าปกครองเปอร์เชีย ซึ่งได้นำพาบรรดาศิลปินจำนวนมากมาสู่ราชสำนัก

(*) The Timurids were a Persianate[4][5] Central Asian Sunni Muslim dynasty of originally Turko-Mongol descent whose empire included the whole of Central Asia, Iran, modern Afghanistan, as well as large parts of Pakistan, India, Mesopotamia and Caucasus. It was founded by the legendary conqueror Timur (Tamerlane) in the 14th century.

ใน งานภาพเขียนขนาดเล็กเกี่ยวกับปกรณัมโบราณ ช่วง Ilkhanid (*) และ Timurid Mongol-Persian สัตว์ที่ดูลึกลับต่างๆ เช่น มังกร และบูร็อก(สัตว์ที่รูปร่างคล้ายม้ามีปีก แต่ศีรษะเป็นมนุษย์เพศหญิง) ได้รับการเขียนขึ้นในสไตล์ที่เตือนให้ระลึกถึงกิเลนของชาวจีน และมังกรจีน สะท้อนถึงภูมิหลังของจิตรกรชาวจีนซึ่งได้นำเสนอเทคนิคสีน้ำเข้าสู่อิหร่าน และเริ่มต้นสกุลช่างยุคกลางอันหลากหลายสู่ภาพเขียนขนาดเล็กของเปอร์เชียน

ตาม ข้อเท็จจริง งานจิตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาจำนวนมาก รวมถึงงานเขียนที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นภาพท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ.ล.) (Prophet Muhammad's Miraj) จาก the Dome of the Rock ในกรุงเยรูซาเร็มขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ได้แสดงถึงองค์ประกอบต่างๆ ในสไตล์ของต้นกำเนิดมาจากจีนอย่างไม่ต้องสงสัย ทวยเทพต่างๆ ของอิสลามได้รับการวาดขึ้นโดยการสวมใส่เสื้อคลุมที่รัดแน่นอันเป็นสไตล์ของ ชาวจีนทางตอนเหนือ ภาพเขียนขนาดเล็กของเปอร์เชียน ซึ่งได้รับการเขียนขึ้นในช่วงยุคสมัย Ilkhanid และ Timurid โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกี่ยวพันกับเรื่องราวของ Shahnameh (the book of kings - เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ต่างๆ ก่อนการเข้ามามีอิทธิพลของศาสนาอิสลาม เปอร์เชียก่อนหน้านั้นนับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์)(**) ปกติแล้วได้หยิบยืมเทคนิคจิตรกรรมภาพทิวทัศน์จากสกุลช่างจีนร่วมสมัยเดียว กันมาใช้ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงระหว่างราชวงศ์ซ้องและหงวน

(*) The Ilkhanate, also spelled Il-khanate or Il Khanate was a Mongol khanate established in Persia in the 13th century, considered a part of the Mongol Empire. The Ilkhanate rulers, beginning with Ghazan, embraced Islam, the religion professed by most of the people living in its territories which included present-day Iran, most of Iraq, Afghanistan, Turkmenistan, Armenia, Azerbaijan, Georgia, Turkey, and western Pakistan. The Ilkhanate was based, originally, on Genghis Khan's campaigns in the Khwarezmid Empire in 1219-1224, and founded by Genghis's grandson, Hulagu Khan.

(**) Shahname (The Book of Kings") is an enormous poetic opus written by the Persian poet Ferdowsi around 1000 AD and is the national epic of the Persian-speaking world. The Shahnameh tells the mythical and historical past of (Greater) Iran from the creation of the world up until the Islamic conquest of Persia in the 7th century.

Aside from its literary importance, the Shahnameh, written in almost pure Persian unmixed with adoptions from Arabic, has been pivotal for reviving the Persian language after the massive influence of Arabic. This voluminous work, regarded by Persian speakers as a literary masterpiece, also reflects Persia's history, cultural values, ancient religion (Zoroastrianism), and profound sense of nationhood.[citation needed] Ferdowsi completed the Sh?hnameh when Persia's independence had been compromised. While there are memorable heroes and heroines of the classical type in this work, the real, ongoing hero is Persia itself. It is thus an important book for the Persian country.

This book is also important to the remaining 200,000 Zoroastrians, because the Sh?hnameh traces the history of Zoroastrian religion from its beginnings up to the defeat of the last Zoroastrian king by Arab conquerors. Illustrated copies of the work are among the most sumptuous examples of Persian miniature painting. Several copies remain intact, although two of the most famous, the Houghton Shahnameh and the Great Mongol Shahnameh, were broken up for sheets to be sold separately in the 20th century.

ดนตรีอิสลาม (Islamic Music)
ดนตรีอิสลาม (Islamic music) เป็นดนตรีเกี่ยวกับศาสนา ใช้สำหรับการขับร้องและแสดงต่อหน้าสาธารณชนหรือเพื่อความศรัทธาอุทิศเป็นการ ส่วนตัว ณ ดินแดนใจกลางคลาสสิกของอิสลาม ได้แก่ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อิหร่าน เอเชียกลาง และเอเชียใต้ เนื่องจากอิสลามคือศาสนาซึ่งมีผู้รับถือหลากหลายชาติพันธุ์ ด้วยเหตุดังนั้น การแสดงออกทางด้านดนตรีจึงเผยออกมาอย่างหลากหลาย สไตล์ต่างๆ ทางดนตรีท้องถิ่นดั้งเดิมของดินแดนเหล่านี้ได้ก่อรูปก่อร่างดนตรีเพื่อการ อุทิศถวายขึ้น และให้ความสำราญกับชนมุสลิมร่วมสมัย

ดนตรีตะวันออกกลาง (Middle East) (Arabic classical music)
The Seljuk Turks (*), ชนเผ่าเร่ร่อนที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อ-ความศรัทธาไปนับถืออิสลาม ได้เอาชนะดินแดนอะนาโตเลีย (เอเชียตะวันตก)(ปัจจุบันคือตุรกี) และยึดถือรูปแบบการปกครองระบบ Caliphate (**) (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการปกครองอิสลามและเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการที่สำคัญในฐานะจักรวรรดิอ็อตโตมาน และยังส่งอิทธิพลอย่างแข็งแกร่งต่อดนตรีอิสลามด้วย

(*) The Seljuq (also Seljuq Turks, Seldjuks, Seldjuqs, Seljuks; in Turkish Selcuklular) were a Turco-Persian Sunni Muslim dynasty that ruled parts of Central Asia and the Middle East from the 11th to 14th centuries. They set up an empire, the Great Seljuq Empire, which at its height stretched from Anatolia through Persia and which was the target of the First Crusade.

(**)The term caliphate (or khilafa) refers to the first form of government inspired by Islam. It was initially led by Muhammad's disciples as a continuation of the political authority the prophet established, known as the 'rashidun caliphates'. It represented the political unity of the Muslim Ummah, and was the world's first major welfare state. A "caliphate" is also a state which implements such a government.

ดนตรีคลาสสิกของเตอร์กิช (Turkish classical music)
ภูมิภาคเหล่านี้ทั้งหมดได้รับการเชื่อมโยงกันโดยผ่านการค้ามายาวนานก่อนชัย ชนะของอิสลาม ในช่วงศตวรรษที่ 6 และหลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าสไตล์ต่างๆ ทางด้านดนตรีได้เดินทางมาตามเส้นทางเดียวกันนี้ในฐานะสินค้าเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม โดยปราศจากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงทำได้เพียงการคาดเดาเกี่ยวกับดนตรีต่างๆ ก่อนการมาถึงของอิสลามในดินแดนเหล่านี้ ชนมุสลิมยังมีดนตรีเพื่อความรื่นเริงและความสำราญด้วย ศาสนาอิสลามนับว่ามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อดนตรี ดังที่ศาสนาดังกล่าวได้แผ่ขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวางและเชื่อมร้อยกัน ภายใต้กาหลิบช่วงแรกๆ และได้อำนวยความสะดวกทางด้านการค้าระหว่างดินแดนต่างๆ ที่ห่างไกล แน่นอน บรรดาซูฟีทั้งหลาย(Sufis), หนึ่งในภราดรของมุสลิมที่เป็นเรื่องของความลึกลับ ได้แผ่ขยายดนตรีของพวกเขากว้างไกลออกไปด้วยเช่นกัน

ดนตรีอิสลามเอเชียใต้ (South Asia)
ดนตรีของประชากรมุสลิมทางเอเชียใต้ เช่น อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย และบังคลาเทศ รวมถึงเนปาล และศรีลังกา) ได้ผสมผสานเข้ากับตะวันออกกลาง คู่ขนานกันไปกับแบบดนตรีคลาสสิกของท้องถิ่น และโดยทั่วไปแตกต่างในด้านสไตล์และการเรียบเรียงเป็นวงออร์เคสตร้า กระนั้นก็ตาม เนื่องมาจากความเชื่อมโยงกันอย่างเข้มแข็งที่ประจวบกันระหว่างตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และเอเชียใต้ แต่ลักษณะทางดนตรีค่อนข้างไปใกล้เคียงกับสไตล์ตะวันออกกลางมากกว่าสไตล์ที่อยู่นอกเหนือเส้นรอบลงของโลกอิสลาม ซึ่งมีแนวโน้มเป็นสไตล์ท้องถิ่นบริสุทธิ์

ดนตรีอิสลามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia)
(Gamelan and Kulintang)
ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร (Maritime Southeast Asia)(*) มีประชากรมุสลิมจำนวนมากอาศัยอยู่ แต่ในทางประวัติศาสตร์ อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันออกกลางที่ผสมรวมเข้ามานั้น ค่อนข้างน้อยกว่าการได้รับอิทธิพลจากเอเชียใต้ ทั้งนี้เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศเหล่านี้มิได้รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวรรดิอิสลามแต่อย่างใด แต่ธำรงรักษาความเชื่อมโยงโดยทางการค้าเท่านั้น

(*) Maritime Southeast Asia refers to the maritime region of Southeast Asia as opposed to Mainland Southeast Asia and includes the modern countries of Indonesia, Malaysia, the Philippines and Singapore.

ประเภท ของดนตรีในดินแดนเหล่านี้ โดยทั่วไปแล้วเกิดขึ้นก่อนการมาถึงของอิสลาม และได้รับอิทธิพลจากอาหรับหรือสไตล์ของเปอร์เชียน้อยมาก จะยกเว้นก็แต่ดนตรีและการร่ายรำมาลายู (Malay) (*) และการเต้นรำแบบ Zapin (**) (ดนตรีและการร่ายรำแบบนี้ได้อิทธิพลมาจากอาหรับ โดยผ่านบรรดาชนมุสลิมที่เผยแพร่ศาสนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14) และประเภท Joget genres (***) (อันที่จริง ดนตรีและการร่ายรำนี้สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงการมีความสัมพันธ์กับ โปรตุเกสที่ถ่ายทอดมายังมะละกา) ดนตรีและการร่ายรำพวกนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากตะวันออกกลางโดยผ่านการ ตั้งถิ่นฐานในใจกลางเมืองต่างๆ

(*) Malays (Malay: Melayu) are an ethnic group of Austronesian peoples predominantly inhabiting the Malay Peninsula including the southernmost parts of Thailand, the east coast of Sumatra, the coast of Borneo, and the smaller islands which lie between these locations. The Malay ethnic group is distinct from the concept of a Malay race, which encompasses a wider group of people, including most of Indonesia and the Philippines. The Malay language is a member of the Austronesian family of languages.

(**) Zapin is a dance form that is popular in Indonesia (Jambi province) and in Malaysia (especially in the state of Johor). It is believed to have been introduced by Arab, Muslim missionaries from the Middle East in the fourteenth century. In the old days, only males were allowed to perform but nowadays, female dancers are included. It used to be performed exclusively for religious ceremonies but through the years it has become a form of traditional entertainment, hence the participation of female dancers are allowed.

(***) The Joget is the most popular traditional dance throughout Malaysia. It is performed at cultural festivals, wedding celebrations and other social functions. The Joget's origin has been traced back and associated with a Portuguese for dance which was introduced to Malacca during the era of the spice trade. The Joget is a couple dance and the tempo is fairly quick with the a feeling of teasing and playing between the partners. In Malacca it is better known as Chakunchak.

ดนตรีของกลุ่มประเทศคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการนำไปเกี่ยวโยงกับดนตรีอื่นๆ ที่ได้รับการเล่นโดยชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชนเอเชียตะวันออก ฆ้องที่จัดวางเป็นชุด (Gong chime) อย่างเช่นเครื่องดนตรีที่เรียกว่า Gamelan (*) และ Kulintang (**) ได้รับเล่นในภูมิภาคนี้ นับจากก่อนการมาถึงของอิสลาม และทฤษฎีทางดนตรี วิธีการ ต้องถือเป็นหนี้บุญคุณอย่างใหญ่หลวงจากอิทธิพลจีน เช่นเดียวกันกับองค์ประกอบหรือหลักการต่างๆ ทางดนตรีของฮินดู-พุทธ มากกว่าปรัชญาทางดนตรีอาราบิก ความเปลี่ยนแปลงสเกลเสียงหนึ่งในสองได้ถูกนำมาเล่นในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางเครื่องดนตรีที่ถูกนำมารวมกัน นั่นคือ slendro [*] และ pelog [**] (สเกลเสียงทั้งคู่มีกำเนิดจากชวา)

(*) A gamelan is a musical ensemble from Indonesia, typically from the islands of Bali or Java, featuring a variety of instruments such as metallophones, xylophones, drums and gongs; bamboo flutes, bowed and plucked strings. Vocalists may also be included . The term refers more to the set of instruments than to the players of those instruments. A gamelan is a set of instruments as a distinct entity, built and tuned to stay together - instruments from different gamelan are generally not interchangeable. The word "gamelan" comes from the Javanese word "gamels", meaning to strike or hammer, and the suffix "an", which makes the root a collective noun. Real hammers are not used to play these instruments as heavy iron hammers would break the delicate instruments.

(**) Kulintang is a modern term for an ancient instrumental form of music composed on a row of small, horizontally-laid gongs that function melodically, accompanied by larger, suspended gongs and drums. As part of the larger gong-chime culture of Southeast Asia, kulintang music ensembles have been playing for many centuries in regions of the Eastern Malay Archipelago - the Southern Philippines, Eastern Indonesia, Eastern Malaysia, Brunei and Timor,[6] although this article has a focus on the Philippine Kulintang traditions of the Maranao and Maguindanao peoples in particular. Kulintang evolved from a simple native signaling tradition, and developed into its present form with the incorporation of knobbed gongs from Sunda.[5] Its importance stems from its association with the indigenous cultures that inhabited these islands prior to the influences of Hinduism, Buddhism, Islam, Christianity or the West, making Kulintang the most developed tradition of Southeast Asian archaic gong-chime ensembles.

[*] Slendro (called salendro by the Sundanese) is a pentatonic scale, one of the two most common scales (laras) used in Indonesian gamelan music, the other being p?log.

[**] Pelog is one of the two essential scales of gamelan music native to Bali and Java, in Indonesia. The other scale commonly used is called slendro. Pelog has seven notes, but many gamelan ensembles only have keys for five of the pitches. Even in ensembles that have all seven notes, many pieces only use a subset of five notes.

ดนตรีอิสลาม-แอฟริกา (Africa)
(West African music และ African music)
ศาสนาอิสลามคือศาสนาที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาบนพื้นทวีปแอฟริกาแห่งนี้ แม้ว่าสไตล์ดนตรีพื้นเมืองหรือท้องถิ่นค่อนข้างจะโดดเด่นกว่าผลกระทบที่มา จากทฤษฎีทางดนตรีตะวันออกกลาง แต่สไตล์ทางด้านดนตรีแอฟริกันตะวันออกค่อนข้างได้รับอิทธิพลมาจากอาหรับ อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ดนตรีประเภท Taarab (*) ส่วนดนตรีแอฟริกันตะวันตกค่อนข้างแปรเปลี่ยนไป และมีแนวโน้มรวมเอาทั้งอิทธิพลท้องถิ่นและ Berber (**) เข้าด้วยกัน มากกว่าต้นกำเนิดจากอาหรับ. ประวัติศาสตร์อันยาวนานของกวีและนักร้องเพลงสรรเสริญในสังคมมุขปาฐะแอฟริกัน ซึ่งเรียกกันว่า Griot [*] คนเหล่านี้มีหน้าที่ปกปักษ์รักษาเรื่องเล่าประวัติศาสตร์และเพลงสรรเสริญให้ คงอยู่ในภูมิภาคนี้. เครื่องดนตรีประเภทลมและเครื่องสาย อย่างเช่น Kora หรือ Flute โดยทั่วไปแล้วเป็นที่ชื่นชอบกว่าเครื่องเคาะจังหวะ(percussion) แม้ว่าเครื่องดนตรีประเภทเคาะจังหวะ อย่างเช่น talking drum [**] และ djembe [***] จะได้รับการเล่นอย่างกว้างขวางก็ตาม

(*) Taarab is a music genre popular in Tanzania and Kenya. It is influenced by music from the cultures with a historical presence in East Africa, including music from East Asia, Sub-Saharan Africa, North Africa, the Middle East and Europe. Taarab rose to prominence in 1928 with the rise of the genre's first star, Siti binti Saad.

According to local legend, taarab was started by Sultan Seyyid Barghash bin Said (1870-1888); he liked luxury and the pleasures of life. It was this ruler who started Taarab in Zanzibar and later it spread all over East Africa. He imported a taarab ensemble from Egypt, to play in his Beit el-Ajab palace. Later on he decided to send to Egypt Mohamed Ibrahim to learn music and he also learned to play the Kanun. Upon his return he formed the Zanzibar Taarab Orchestra. In 1905, Zanzibar's second music society, Ikwhani Safaa Musical Club, was established and continues to thrive until today.

(**) The Berbers are an ethnic group in North and West Africa. Those who lived in northwest Africa were called Lybian by the Greek, Africans, Numidians and moors by the Romans and dubed Berbers by the Arabs. The Berber culture probably dates back more than 4,000 years and the Berbers were inhabitants of North Africa long before the Arabs arrived. Berber belongs to the Afro-Asiatc gronp, linquistically and has many different dialects. Their music is widely varying across the area they inhabit, but is best known for its place in Moroccan music, the popular Kabylian and chawi music of Algeria and the widespread Tuareg music of Algeria, Burkina Faso, Niger and Mali.

[*] A griot is a West African poet, praise singer, and wandering musician, considered a repository of oral tradition. As such, they are sometimes also called bards. According to Paul Oliver in his book Savannah Syncopators, "Though [the griot] has to know many traditional songs without error, he must also have the ability to extemporize on current events, chance incidents and the passing scene. His wit can be devastating and his knowledge of local history formidable." Although they are popularly known as 'praise singers', griots may also use their vocal expertise for gossip, satire, or political comment.

[**] The talking drum is a West African drum whose pitch can be regulated to the extent that it is said the drum "talks".

[***] A djembe also known as djimbe, jenbe, jymbe, jembe, yembe, or jimbay, or sanbanyi in Susu; is a skin-covered hand drum shaped like a large goblet and meant to be played with bare hands. According to the Bamana people in Mali, the name of the djembe comes directly from the saying "Anke dje, anke be" which literally translates to "everyone gather together" and defines the drum's purpose. In the Bamanakan language, "Dje" is the verb for "gather" and "be" translates as "everyone".

นาชีด: เพลงเกี่ยวกับศีลธรรม (Nasheed)
Nasheeds (นาชีด) หมายความถึงเพลงที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม, เพลงศาสนาซึ่งได้รับการร้องในหลายท่วงทำนองโดยชนมุสลิมต่างๆ ในทุกวันนี้โดยไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มการแสดง nasheed บางกลุ่ม ได้มีการนำเอาเครื่องดนตรีประเภทเคาะจังหวะบางอย่างมาใช้ แบบฉบับของการร้องเพลงศีลธรรมโดยไม่มีเครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ ได้รับการพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ได้รับอนุญาตโดยชนมุสลิมที่เคร่งศาสนาเกือบทั้งหมด

การยินยอมเกี่ยวกับดนตรี (Permissibility of music)
คำถามเกี่ยวกับการยินยอมหรือได้รับอนุญาตในเรื่องดนตรีในระบบกฎหมายอิสลาม นับเป็นข้อถกเถียงมายาวนานในประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายบางคนในยุคคลาสสิกของวิชาการมุสลิมได้แสดงความคิดเห็น ว่า ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามทั้งในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่านและโดยอัล-หะดิษ พวกเขาเชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ.ล.) เซนเซอร์การใช้เครื่องดนตรีในบันทึกรายงานของพระองค์: "ในท่ามกลางหมู่ชนของข้า จะมีคนที่เห็นว่า การคบชู้, ผ้าไหม, แอลกอฮอล์ และเครื่องดนตรี เป็นสิ่งที่อนุญาต"; นักวิชาการอิสลามบางคนในอดีตเห็นพ้องกับข้อความนี้ แต่อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางคนซึ่งรวมถึง Imam Nawawi ยินยอมให้มีการเล่นดนตรีโดยกล่าวว่า ข้อห้ามเกี่ยวกับดนตรีและเครื่องดนตรีในห้วงเวลาที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ - ในช่วงเวลานั้น พวกนับถือเทพเจ้าหลายองค์(polytheists) ใช้ดนตรีและเครื่องดนตรีต่างๆเป็นส่วนหนึ่งของการบูชาของพวกเขา. ส่วนคนอื่นๆ ซึ่งมองว่าดนตรีเป็นสิ่งที่อนุญาต ประกอบด้วย Qadhi Abu Bakr Ibn al-Arabi และ Qadhi Iyyad จาก Malikis, Imam Abu Hamid al-Ghazali และ al-Izz ibn Abdesalam จาก Shaafi'is, Mawlana Jalaluddeen Ar-Rumi จาก Hanafis, และ Ibn Hazm จาก Dhahiris. Imam Ghazali ยังรายงานคำบอกเล่าจาก saint al-Khidr, ซึ่งท่านได้แสดงออกทางความคิดเห็นในเชิงชื่นชอบเกี่ยวกับเดนตรี ซึ่งจัดให้มีขึ้นในการใช้ประโยชน์อย่างมีขีดจำกัดทางด้านขอบเขตจริยธรรม

(*) Ummah is an Arabic word meaning "community" or "nation". It is commonly used to mean either the collective nation of states, or (in the context of pan-Arabism) the whole Arab world. In the context of Islam, the word ummah is used to mean the diaspora or "Community of the Believers" (ummat al-mu'minin), and thus the whole Muslim world.

 

ศิลปะบนผืนพรม (Pile carpet)
ไม่มีแนวคิดศิลปะใดของอิสลามซึ่งเป็นที่รู้จักนอกบ้านเกิดมากเกินไปกว่า เรื่องของพรม โดยปกติแล้วนี่เป็นการอ้างถึงผืนพรมตะวันออก ด้วยประโยชน์ใช้สอยของพรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันอิสลามและชนมุสลิม นับจากใช้ปูพื้นจนถึงการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมให้มีคุณค่าขึ้น นับจากการทำหน้าที่เป็นพื้นรองกันกระกระแทกจนถึงการทำเป็นเป็นปลอกหมอนรูป แบบต่างๆ และพรมที่ใช้เกี่ยวกับศาสนา (อย่างเช่น พรมที่ใช้ปูพื้นสำหรับการละหมาด ซึ่งจะต้องเตรียมสถานที่ให้สะอาดสำหรับละหมาด) การทอพรมเป็นความรุ่งเรืองและฝังอยู่ในขนบจารีตอย่างลึกซึ้งในสังคมอิสลาม และวิธีการทอพรมจะสามารถพบเห็นได้ในเมืองต่างๆ เช่นเดียวกับในชุมชนชนบททั้งหลาย รวมไปถึงในกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อน ในยุคโบราณ การถักทอพรมเฉพาะพิเศษและที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ดำรงอยู่และเป็นหน้าที่โดยตรง ภายใต้การอุปถัมภ์ของราชสำนักในดินแดนของอิสลาม



พรมเปอร์เชียน (The Persian carpet)
พรมเปอร์เชียนถือเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของศิลปะและวัฒนธรรมเปอร์เชียน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทอพรมเป็นหนึ่งในการแสดงออกที่โดดเด่นสุดของศิลปะวัฒนธรรมเปอร์เชียน และสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคเปอร์เชียโบราณ. ในปี ค.ศ.2008 อิหร่านได้มีการส่งออกพรมทอมือถึง 420 ล้านเหรียญ มีการการประเมินว่าประชากร 1.2 ล้านคนประกอบอาชีพช่างทอพรมในอิหร่าน ซึ่งได้ผลิตพรมสำหรับตลาดภายในและตลาดส่งออก เมื่อไม่นานมานี้ พรมของชาวอิหร่านตกอยู่ภายใต้การแข่งขันอันดุเดือดจากประเทศอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นมาเลียนแบบต้นฉบับของอิหร่าน และได้เข้าแทนที่ของแท้ด้วยราคาที่ถูกกว่า

พรมเปอร์เชียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

- Farsh / 'Qalii' (ขนาดที่มีขนาดใหญ่กว่า 6x4 ฟุต)
- Qalicheh (หมายถึงขนสัตว์, ขนาด 6x4 ฟุต หรือเล็กกว่านั้น)
- Kilim พรมของพวกชนเผ่าเร่ร่อน (ประกอบด้วย Zilu, หมายถึงพรมชนิดหยาบ)

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพรมเปอร์เชียน (History)
ศิลปะการทอพรมดำรงอยู่ในอิหร่านนับเนื่องจากยุคโบราณเป็นต้นมา ตามหลักฐาน อย่างเช่น พรมที่เรียกว่า Pazyryk carpet ได้ดำรงอยู่มาแล้ว 2500 ปี นั่นคือสามารถนับย้อนเวลาไปได้ถึง 500 ปีก่อนคริสตศักราช ช่วงระหว่างยุคสมัยของ Achaemenid period (*) พยานหลักฐานในภาคเอกสารฉบับแรกเกี่ยวกับการมีอยู่ของพรมเปอร์เชียนมาจากตำรา จีน นับย้อนไปได้ถึงยุคของ Sassanid period (224 - 641 CE).

(*) Achaemenid period. In the middle of the sixth century BCE, the Achaemanid clan of the Persians was headed by Cyrus, who ruled, under Median domination, as sub-king of Parsa, or Persis. In 553 BCE Cyrus led a revolt that resulted in the overthrow of the Median ruler and the rise to the power of the Achaemenids. A close union of Persians and Medes soon followed, and an army drawn from these tribal groups embarked on a series of successful campaigns that resulted in the establishment of the first world Empire.

ศิลปะ ประเภทนี้ได้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัยในประวัติศาสตร์ อิหร่าน ในเรื่องที่ผ่านความรุ่งเรืองมาก่อนยุคอิสลาม จนกระทั่งพวกมองโกลได้รุกเข้าสู่อิหร่าน หลังจากการรุกรานของมองโกล ศิลปะประเภทนี้ได้เจริญงอกงามขึ้นอีกครั้ง ช่วงระหว่างการครองอำนาจของราชวงศ์ Timurid และ Ilkhanid ของมองโกล. โดยผ่านกาลเวลาเหล่านั้น วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทอผืนพรม ประกอบด้วย ไม้ เส้นไหม ฝ้าย ต่างมีสภาพผุพัง. ด้วยเหตุที่นานๆ ครั้ง บรรดานักโบราณคดีจึงจะสามารถค้นพบสิ่งที่เป็นประโยชน์บางอย่างโดยเฉพาะใน ช่วงกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดี สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยุคต้นๆ ในฐานะพยานหลักฐานเกี่ยวกับการทอพรม ไม่มีอะไรเกินไปกว่าเศษเล็กเศษน้อยของผืนพรมที่ชำรุด จากเศษซากดังกล่าวช่วยอะไรไม่ได้มากนักในการทำความรู้จักกับคุณลักษณะพิเศษ ในการทอพรมของยุค pre-Seljuk period (13th and 14th centuries AD) ในเปอร์เชีย

เรื่องของพรมก่อนการมาถึงของอิสลาม (Pre-Islamic period)
ในการขุดค้นทางโบราณคดีพิเศษปี ค.ศ.1949 ได้มีการค้นพบพรม Pazyryk carpet ชิ้นเยี่ยมท่ามกลางหุบเขาน้ำแข็งแห่ง Pazyryk, ในเทือกเขาอัลไตแห่งไซบีเรีย พรมดังกล่าวได้ถูกพบในหลุมฝังศพของของเจ้าชายพระองค์หนึ่งของ Scythian (*). จากการทดสอบด้วยเรดิโอคาร์บอนได้บ่งชี้ว่า พรม Pazyryk ได้รับการถักทอขึ้นในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตศักราช. พรมนี้มีขนาด 283 X 200 เซนติเมตร (ประมาณ 9.3 X 6.5 ฟุต) เทคนิคการทอพรมที่ล้ำหน้าซึ่งถูกนำมาใช้ในพรม Pazyryk ชี้ถึงประวัตวิวัฒนาการอันยาวนานและการมีประสบการณ์สูงในศิลปกรรมประเภทนี้. พรม Pazyryk ได้รับการพิจารณาว่าเป็นพรมซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก. บนกึ่งกลางของผืนพรมมีสีแดงเข้มและมีชาย(ขอบพรม)กว้างสองด้าน ด้านหนึ่งทอเป็นรูปกวาง ส่วนอีกด้านหนึ่งทอเป็นรูปคนขี่ม้าชาวเปอร์เชีย แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าพรมจาก Pazyryk เป็นไปได้ว่ามิได้เป็นผลผลิตของชนเผ่าเร่ร่อน แต่เป็นงานผลิตของยุค Achaemenid

(*) The Scythians or Scyths were an Ancient Iranian people of horse-riding nomadic pastoralists who throughout Classical Antiquity dominated the Pontic-Caspian steppe, known at the time as Scythia. By Late Antiquity the closely-related Sarmatians came to dominate the Scythians in this area. Much of the surviving information about the Scythians comes from the Greek historian Herodotus (c. 440 BC) in his Histories and Ovid in his poem of exile Epistulae ex Ponto, and archaeologically from the exquisite goldwork found in Scythian burial mounds in Ukraine and Southern Russia. The name "Scythian" has also been used to refer to various peoples seen as similar to the Scythians, or who lived anywhere in a vast area covering present-day Central Asia, Russia, and Ukraine-known until medieval times as Scythia.

บันทึกประวัติศาสตร์ต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าราชสำนัก Achaemenian ของพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) แห่ง Pasargade (*) ได้ตกแต่งประดับประดาด้วยผืนพรมที่มีความวิจิตรพิศดาร ซึ่งเป็นช่วงเวลากว่า 2500 ปีมาแล้ว พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งมาซีโดเนียได้รับการกล่าวถึงว่าต้องประสบกับความพิศวง งงงวยโดยผืนพรมต่างๆ ในพื้นที่ฝังพระศพของพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่ง Pasargade.

(*) Pasargadae the capital of Cyrus the Great (559-530 BC) and also his last resting place, was a city in ancient Persia, and is today an archaeological site and one of Iran's ten UNESCO World Heritage Sites.

ใน ช่วงศตวรรษที่ 6 พรมเปอร์เชียนซึ่งทำจากขนสัตว์และเส้นใยไหมได้ขจรขจายชื่อเสียงไปไกลถึงวง การราชสำนักต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาค. The Baharestan (spring) พรมของ of Khosrow I ได้รับการทอขึ้นสำหรับใช้ในห้องรับรองอย่างเป็นทางการในพระราชวังของ จักรพรรดิ Sasanians ณ Ctesiphon ในจังหวัด Sasanian ของ Khvarvaran (อิรักในทุกวันนี้). ขนาดของผืนพรมที่กล่าวถึงกว้างยาว 90 X 450 ฟุต (27 X 140 เมตร) ลวดลายบนผืนพรมทอเป็นรูปสวนทางการแห่งหนึ่ง. ในศตวรรษที่ 7 โดยการเข้ายึดครองเมืองหลวง Sasanian, Tuspawn, พรม Baharestan ถูกยึดไปโดยชนอาหรับ และมันได้ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยท่ามกลางทหารผู้มีชัยชนะในฐานะของ ที่ปล้นสะดมมาได้. ตามบันทึกของบรรดานักประวัติศาสตร์ ราชบัลลังก์ Taqdis throne อันมีชื่อเสียง ได้ถูกปกคลุมไปด้วยพรมพิเศษ 30 ผืน ซึ่งเป็นภาพแทน 30 วันของหนึ่งเดือน และพรมอีก 4 ผืนซึ่งเป็นภาพแทนของฤดูกาลทั้ง 4 ในรอบ 1 ปี

พรมในยุคอิสลาม (Islamic period)
ในศตวรรษที่ 8 จังหวัดอาเซอร์ไบจันถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งในการผลิต พรมและการทอพรมชนิดหยาบ(ziloo)ของอิหร่าน. จังหวัด Tabarestan, นอกจากต้องจ่ายภาษีแล้วยังต้องส่งพรมอีก 60 ผืนสู่ราชสำนักของกาหลิบต่างๆ ในแบกแดดทุกๆ ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว รายการสิ่งของหลักๆ ซึ่งได้รับการส่งออกจากภูมิภาคนั้นล้วนเป็นพรมชนิดต่างๆ และพรมผืนเล็กสำหรับผู้สวดทั้งหลาย ยิ่งไปกว่าพรมของ Khorassan (ในอิหร่าน), Sistan (*) และ Bukhara (ในอุซเบกิสถาน), เนื่องมาจากการออกแบบที่โดดเด่นและมีมาตรฐาน ต่างเป็นที่ต้องการในท่ามกลางผู้ซื้อทั้งหลาย

(*) Sistan is a border region in eastern Iran (see Sistan and Baluchestan Province) and southwestern Afghanistan (see Nimruz Province). Sistan derives its name from 'Sakastan', which Sistan was once the westernmost part of. The Saffarids (861-1003 CE), one of the early Iranian dynasties of the Islamic era, were originally rulers of Sistan.

ช่วงระหว่างการครองราชย์ของราชวงศ์ Seljuq และ Ilkhanate, การทอพรมยังคงเป็นธุรกิจที่เบ่งบานมากเท่ากับการสร้างสุเหร่าซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นโดย Ghazan Khan ใน Tabriz, ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน ที่ถูกปกคลุมไปด้วยพรมเปอร์เชียนชั้นเยี่ยม. ขนแกะที่ได้รับการผสมพันธุ์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผลิตขนอันประณีตสำหรับการทอพรม การออกแบบลวดลายบนผืนพรมโดยการถักทอภาพด้วยงานจิตรกรรมขนาดเล็ก(miniature paintings)ต่างๆ เป็นของยุค Timurid ซึ่งได้พิสูจน์ถึงพัฒนาการของอุตรสาหกรรมชนิดนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีงานจิตรกรรมขนาดเล็กอีกชิ้นหนึ่งในช่วงวันเวลาดังกล่าวที่นำมาใช้ ซึ่งทำเป็นภาพกระบวนการทอพรม

ช่วงเวลาข้างต้น ศูนย์กลางการย้อมต่างๆ ได้รับการสร้างขึ้นถัดจากหูกทอพรมต่างๆ อุตรสาหกรรมนี้เริ่มเจริญงอกงามกระทั่งอหร่านถูกโจมตีโดยกองทัพมองโกล. สิ่งที่เหลือรอดในช่วงต้นที่สุดเกี่ยวกับพรมเปอร์เชียนจากยุคนี้คือพรม Safavid (1501-1736) ซึ่งถูกรู้จักในนามพรม Ardabil Carpet (*), ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ V&A Museum ในกรุงลอนดอน. ความมีชื่อเสียงมากที่สุดของพรมเปอร์เชียนกลายเป็นประเด็นของการลอกเลียนแบบอันไม่รู้จบ นับจากพรมขนาดเล็กไปจนกระทั่งถึงพรมขนาดใหญ่เต็มที่. ณ ที่ทำการเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง (10 Downing Street) มีพรม 'Ardabil' ผืนหนึ่ง กระทั่งที่ทำการของฮิตเลอร์ในเบอร์ลินก็มีพรม 'Ardabil' ด้วยเช่นกัน

(*)The Ardabil Carpet (Ardebil Carpet) is either of a pair of two famous Persian carpets in the collections of the Victoria and Albert Museum in London and the Los Angeles County Museum of Art.

Completed during the rule of the Safavid Shah Tahmasp I in the mid-16th century, probably in Tabriz, the carpets are considered some of the best of the classical Persian school of carpet creation. They were first placed in a mosque in Ardabil, but they had become heavily worn in Iran and were sold in 1890 to a British carpet broker who restored one of the carpets using the other and then resold it to the Victoria and Albert Museum. William Morris, then an art referee for the V&A, was instrumental in the acquisition. (สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าต่อได้ที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Ardabil_Carpet)

ความหลากหลายจำนวนมากท่ามกลางพรมเปอร์เชียนคลาสสิกของศตวรรษที่ 16-17 หลายอนุภูมิภาคได้มีส่วนการออกแบบพรมเปอร์เชียนที่แตกต่างของยุคสมัยนี้ ตัวอย่างเช่น Tabriz และ Lavar Kerman. ลักษณะสำคัญร่วมกันประกอบด้วยเครือองุ่นที่ทำเป็นลายก้านขด, arabesques, palmettes, กลุ่มเมฆต่างๆ, แผ่นกลมทำเป็นลวดลายต่างๆ, รูปทรงเรขาคณิตที่แบ่งเป็นส่วนๆ ทับซ้อนกัน มากกว่าทำเป็นรูปคนหรือสัตว์ การออกแบบเป็นรูปคนหรือสัตว์ เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในตลาดอิหร่าน แต่แทบจะไม่มีการส่งออกไปยังตะวันตกเลย

การละครในวัฒนธรรมอิสลาม (Theater)
การแสดงหุ่นกระบอกชนิดต่างๆ
ในศิลปะการแสดง(performing arts), รูปแบบซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดของการละครในโลกอิสลามยุคกลางคือ การแสดงละครหุ่นกระบอก (puppet theatre) (ซึ่งรวมไปถึงหุ่นกระบอกมือ[hand puppets], หุ่นกระบอกแสงเงา ทำด้วยหนังสัตว์ตัดเป็นรูปหุ่นแบนๆ แสดงร่วมกับแสงตะเกียง [shadow plays] และหุ่นชัก-หุ่นกระบอกที่ควบคุมด้วยเชือก [marionette productions) รวมถึงการแสดงละครเกี่ยวกับศาสนา [passion plays (*)] ถูกรู้จักในนาม ta'ziya, ซึ่งบรรดานักแสดงจำลองบทบาทบุคคลและเหตุการณ์เป็นฉากๆ ต่างๆ ตามประวัติศาสตร์มุสลิม. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ละครที่เรียกว่า Shia Islamic plays ที่เป็นเรื่องราวรายรอบเกี่ยวกับการพลีชีพ (ชะฮีด) ของบรรดาบุตรของท่านอาลี คือ ท่านหะซัน และท่านฮูเซ็น ในส่วนของละครทางโลกต่างๆ (ไม่เกี่ยวกับศาสนา)(Live secular plays) ซึ่งรู้จักในนาม akhraja, ที่ได้รับการบันทึกในวรรณคดี Adab ยุคกลาง (medieval adab literature) แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนักเช่นการแสดงหุ่นกระบอก และละคร ta'zieh theater (*)

(*) ในศาสนาคริสต์ Passion play is a dramatic presentation depicting the Passion of Christ: the trial, suffering and death of Jesus Christ. It is a traditional part of Lent in several Christian denominations, particularly in Catholic tradition.

(**) Ta'zieh (Condolence Theater and Naqqali) are traditional Persian theatrical genres in which the drama is conveyed wholly or predominantly through music and singing. Tazieh dates before the Islamic era and the tragedy of Saiawush in Shahnameh is one of the best examples. In Persian tradition, Tazieh and Parde-khani, inspired by historical and religious events, symbolize epic spirit and resistance. The common theme is the hero tales of love and sacrifice, and of resistance against the evil.

Karagoz, ละครเงาของตุรกีถือว่ามีอิทธิพลต่อศิลปะการเชิดหุ่นกระบอกอย่างกว้างขวางใน ดินแดนแถบนั้น สันนิษฐานกันว่าศิลปะการเชิดหุ่นดังกล่าวมาจากจีน ผ่านมาทางอินเดียโดยลำดับ ภายหลังได้ถูกนำพามาโดยพวกมองโกลจากจีนและถ่ายทอดสู่ชาวตุรกีตอนกลางของทวี เอเชีย. ด้วยเหตุนี้ ศิลปะละครเงาได้ถูกนำไปสู่ที่ราบสูงอะนาโธเลีย(Anatolia - อยู่ระหว่างทะเลดำกับเมดิเตอเรเนียน, คาบสมุทนของเอเชียไมเนอร์)โดยชาวตุรกีที่อพยพจากเอเชียกลาง. นักวิชาการคนอื่นๆ อ้างว่า ละครเงามาจากที่ราบสูงอะนาโธเลียในราวศตวรรษที่ 16 จากอิยิปต์

ผู้ให้การสนับสนุนทัศนะนี้อ้างว่าเมื่อสุลต่าน Yavuz Sultan Selim เอาชนะอิยิปต์ได้ในปี 1517 พระองค์ทรงทอดพระเนตรการแสดงละครเงาระหว่างการจัดเลี้ยง ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นเกียรติแก่พระองค์. Yavuz Sultan Selim ทรงพอพระทัยมากกับการแสดงดังกล่าว จึงนำนักเชิดหุ่นเงากลับไปยังพระราชวังของพระองค์ด้วยที่อิสตันบูล. พระราชบุตรของพระองค์ซึ่งมีพระชนม์ชีพ 21 พรรษา ซึ่งต่อมาเป็นสุลต่านมีพระนามว่า สุไลมานผู้สูงส่ง (Suleyman the Magnificent) ได้พัฒนาละครเงาอย่างน่าสนใจและทรงพอพระทัยในการชมการแสดงนี้อย่างมาก โดยเหตุนี้ละครเงา(shadow theatre) จึงพบที่ทางของมันในพระราชวังต่างๆ ของอาณาจักรอ็อตโตมาน(ตุรกี)

ในพื้นที่อื่นๆ สไตล์ของศิลปะการเชิดหุ่นละครเงา(shadow puppetry) ซึ่งรู้จักกันในนาม khayal al-zill - อันเป็นศัพท์คำหนึ่งที่มีเจตนาเรียกขานในเชิงอุปมาอุปมัยความหมายของคำนี้ ได้รับการแปลให้ใกล้เคียงมากที่สุดคือ "เงาต่างๆ แห่งจินตนาการ" (shadows of the imagination) หรือ "เงาแห่งความนึกฝัน"(shadow of fancy) ที่ยังคงเหลือรอดอยู่. มันคือการแสดงหุ่นเงาร่วมกับดนตรีสดๆ "การเสริมด้วยเสียงกลองต่างๆ แทมโบลีน และขลุ่ย… "เทคนิคที่ให้ผลลัพธ์พิเศษ"(special effects) - ควัน, ไฟ, เสียงฟ้าร้อง, เสียงระรัว, เสียงเอี๊ยดแหลม, เสียงทุบหนักๆ, และอะไรก็ตามที่อาจเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้ หรือสร้างความหวาดกลัวให้กับบรรดาผู้ดูทั้งหลายได้

หุ่น กระบอกต่างๆ ของอิหร่าน รู้กันว่าดำรงอยู่มากว่า ค.ศ.1000 แต่ช่วงแรกนั้นเป็นหุ่นกระบอกชักและหุ่นกระบอกสวมมือ(glove puppet)อันเป็นที่นิยมแสดงกันในอิหร่าน ส่วนหุ่นกระบอกประเภทอื่นปรากฏขึ้นช่วงระหว่างยุค Qajar (*)(คริสตศตวรรษที่ 18-19) (*) ได้อิทธิพลต่างๆ จากตุรกีที่แผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาค. Kheimeh Shab-Bazi เป็นหนึ่งในหุ่นกระบอกตามประเพณีของเปอร์เชีย ซึ่งการแสดงถูกเสนอภายในห้องเล็กๆ ร่วมกับนักดนตรีและคนเล่าเรื่อง เรียกว่า morshed หรือ naghal. การแสดงเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นคู่เคียงไปกับคนเล่าเรื่องในจารีตการดื่มชาและ ร้านกาแฟ (Ghahve-Khave). การสนทนาเกิดขึ้นระหว่าง morshed (คนเล่าเรื่อง)กับหุ่นกระบอกต่างๆ. สำหรับศิลปะการแสดงหุ่นกระบอกยังคงเป็นที่นิยมมากในอิหร่าน คณะโอเปร่าหุ่นกระบอก Rostam and Sohrab puppet opera เป็นตัวอย่างเมื่อไม่นานมา ซึ่งยังคงเดินทางเปิดการแสดงคณะของตนไปทั่ว

(*) The Qajar dynasty was a Turco-Persian Qajar royal family who ruled Persia (the country now known as Iran) from 1794 to 1925. The Qajar family took full control of Iran in 1794, deposing Lotf 'Ali Khan, the last of the Zand dynasty, and re-asserted Persian sovereignty over parts of the Caucasus.

 

http://www.midnightuniv.org/midnighttext/0009999706.html