อัลกุรอาน มหาคัมภีร์วิทยาศาสตร์

อีเมล พิมพ์

สคริปต์สำหรับสนทนาระหว่างนายกามาล บาฮะ กับซัมซูดิน ลาเต๊ะ ในการทอล์กโชว์เนื่องในงานวิทยาศาสตร์อิสลาม ที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
Ø อัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์ ทั้งสองทำไมถึงสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกันอย่างไร
Ø เราลองมาดูว่าอัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอย่างไร

อัลกุรอาน คือ สัจธรรมแห่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นคัมภีร์ทางนำแก่มวลมนุษยชาติ ขณะที่ วิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์แห่งการแสวงหาความจริง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่อับลกุรอานระบุไว้ จะเห็นว่า หลายๆเรื่องที่เป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆในปัจจุบัน สอดคล้องกับสิ่งที่อัลกุรอานกล่าวไว้เมื่อกว่า 1,400 ปี มาแล้ว
Ø ประเด็นที่เราหยิบยกเพื่อสนับสนุนหัวข้อที่ว่าด้วยอัลกรุอานมหาคัมภีร์แห่งวิทยาศาสตร์วันนี้ ก็คือ เรื่องธรณีวิทยา
Ø ทำไม ?
Ø จะเห็นได้ว่าหลายโองการในอัลกรุอานได้ชี้ให้มนุษย์สังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในรอบๆ ตัวเรา สิ่งเหล่านั้นยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ ยิ่งเราศึกษาปรากฏการณ์เหล่านั้นมากเท่าใด ก็จะยิ่งศรัทธาต่อพระองค์มากขึ้นเท่านั้น
Ø ยกตัวอย่างที่เราจะพูดกันในวันนี้นะครับ
Ø การกำเนิดโลก

ตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ คาดว่า เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีที่แล้ว กลุ่มขยะอวกาศที่หลงเหลือจาการระเบิดของดวงดาวก่อนหน้านี้มาอยู่รวมกัน แรงดึดดูดทำให้เทห์วัตถุเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นโลก การปะทะทำให้เกิดการระเบิดอย่างต่อเนื่องและพองตัวกลายเป็นทรงกลม มีรูปร่างสัณฐานกลม หลังจากนั้นโลกก็เริ่มเย็นตัว ระหว่างนั้น ลาวาแข็งตัวกลายเป็นเปลือกโลก
Ø จากตรงนี้สามารถอธิบายถึงโครงสร้างของโลกได้ว่าประกอบด้วย
- เปลือกโลก
- ชั้นแมนเทิล
- แกนโลก

การที่หินหนืดร้อนเคลื่อนที่รอบแกนโลกนี้เองที่ทำเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นที่ชั้นบรรยกาศชั้นแมกนาโทสเฟียร์ ทำหน้าเป็นเสมือนหลังคาปกป้องโลกจาก รังสีคอสมิกและลมสุริยะ

 

 

 

การป้องกันดังกล่าว อัลลอฮได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานซูเราะห์อัมบิยาอฺว่า

“และเราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหล้งคา ถูกรักษาไว้ไม่ให้หล่นลงมา และพวกเขาก็ยังหันหลังให้แก่สัญญานต่างๆของมัน” (อัลกุรอาน 21:32)

เรื่องต่อมานะครับ
เมื่อ 100 กว่าปีก่อนนักวิทยาศาสตร์และคนทั่วไปยังเชื่อว่า ผืนแผ่นดินยึดติดอยู่กับที่ ไม่การเคลื่อนไหว แต่มาในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าโลกไม่ได้เป็นแผ่นดินเดียวกันทั้งหมด หากแต่แยกเป็นแผ่นเปลือกโลก 13 แผ่น ที่รอยต่อระหว่างแผ่น บางที่ก็ชนกัน บางที่ก็แยกจากกัน

และยังพบว่าทวีปต่างๆนั้นแต่เดิมเคยรวมเป็นทวีปเดียวกันมาก่อน เรียกว่า ปันเจีย ต่อมาได้เคลื่อนที่แยกออกจากกัน เกิดเป็นทวีปต่างๆที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

สาเหตุที่ทำให้แผ่นดินเคลื่อนที่นั้น ก็คือแรงดันของแมกม่าร้อนที่ไหลออกมาจากแกนกลางของโลก กระทบกับผิวโลกก่อนจะไหลวนกลับไปยังแกนกลางอีกครั้ง ที่เราไม่พบว่าแผ่นดินเคลื่อนที่ ก็เพราะมันใช้เวลานานเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านปี ถึงจะเห็นว่ามันเคลื่อนที่ ปีๆหนึ่งผืนโลกมีการเคลื่อนที่ตามรอยต่อน้อยมากๆ
นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเข้าใจและยอมรับในทฤษฎีนี้เมื่อปี 1980 นี้เอง แต่อัลกุรอานได้บอกให้เรารู้ถึงข้อเท็จจริงข้อนี้เมื่อ 1,400 ปีมาแล้วอัลลอฮ(ซ.บ)ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานซูเราะห์อันนัมลฺตอนหนึ่งว่า

“และเจ้าจะได้เห็นขุนเขาทั้งหลาย เจ้าจะคิดว่ามันติดแน่นอยู่กับที่ แต่มันล่องลอยไปเช่นการล่องลอยของหมู่เมฆ นั่นคือการงานของอัลลอฮซึ่งพระองค์เป็นผู้ทำสิ่งทุกให้เรียบร้อย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ตระหนักในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”(27:88)
มาดูประเด็นต่อมานะครับ


ย้อนหลังไป 175 ล้านปีที่แล้ว อินเดียซึ่งเป็นเกาะๆ หนึ่ง เคลื่อนขึ้นทางเหนือและประสานงากับแผ่นเปลือกยูเรเชียในราว 50 ล้านปีต่อมา ทำให้เกิดการมุดของแผ่นที่หนักกว่า ขณะที่แผ่นที่เบากว่าก็จะยกตัวสูงขึ้นกลายเป็นเทือกเขาหิมาลัย
การชนกันของแผ่นเปลือกโลกทั้งสองนี่แหละ แสดงให้เห็นบทบาทหน้าที่หนึ่งของภูเขา เทือกเขาหิมาลัยนี้แหละเป็นตัวยึดติดแผ่นเปลือกโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน

ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงข้อนี้ในอัลกุรอานไว้ว่า

“และเราได้ทำให้เทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมันจะได้ไม่เคลื่อนภายใต้พวกเขา” (21:31)

Ø ข้อควรระวัง
โลกทัศน์ของวิทยาศาสตร์ขึ้นกับยุคสมัยและสถานที่ ปัจจุบันทฤษฎีหนึ่งได้รับการยอมรับว่าถูกต้อง แต่ไม่แน่ว่าในอนาคต เมื่อมีการค้นพบใหม่ที่มาหักล้างทฤษฎีนั้นก็จะไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อ 1,400 ปีที่แล้วการเดินทางจากมักกะไปบัยตุลมักดิสในเวลาชั่วข้ามคืนเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์สมัยนั้น แต่ปัจจุบันเราใช้เวลาแค่ 1ชั้วโมงก็ถึงแล้ว
ส่วนอัลกุรอานเป็นสัจธรรมที่มีความเป็นสัมบูรณ์ ไม่ขึ้นกับยุคเวลาใดๆ ฉะนั้นต้องไม่นำอัลกุรอานไปอธิบายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์สามารถนำมายืนยันอธิบายอัลกุรอานได้อย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้
ขอให้ตระหนักเสมอว่า ยิ่งเราศึกษาวิทยาศาสตร์ลึกซึ้งเท่าใด เราจะเห็นความสอดคล้องกับสิ่งที่อัลกุรอานกล่าวไว้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺมากขึ้นเท่านั้น
พระองค์ได้ตอกย้ำให้พวกเราในเรื่องดังกล่าวความว่า


“เราจะทำให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้น(จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล) และในตัวของพวกเขาเอง(ระบบร่างกายที่มีระบบการทำงานอย่างอัศจรรย์) จนกระทั่งเป็นจริงที่ประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอานนั้นเป็นความจริง ยังไม่พอเพียงอีกหรือที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง"

sadakallahul azeem .........