You are here: Home Aziz VDO Clips
 
 
 
 
   
 
 

Latest

 
 
 
 
ทีม AzizSoft ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.หาดใหญ่ วันที่ 17-18 สิงหาคม 2553
Date: 30 สิงหาคม 2010
Category: กิจกรรมนักเรียน
 
 
 
 
 
 
 
ทีม AzizSoft ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.หาดใหญ่ วันที่ 17-18 สิงหาคม 2553
Date: 30 สิงหาคม 2010
Category: กิจกรรมนักเรียน
 
 
 
 
 
 
 
Date: 14 กรกฏาคม 2010
Category: ประวัติศาสตร์อิสลาม
 
 
 
 
 
 
 
อารยธรรมอิสลามมีผลต่อโลกอย่างไร
Date: 14 กรกฏาคม 2010
Category: ประวัติศาสตร์อิสลาม
 
 
 
 
 
 
 
ประมวลภาพเก่ามาให้เพื่อนๆๆดูกัน
Date: 12 เมษายน 2010
Category: กิจกรรมนักเรียน
 
 
 
 
 
 
 
Date: 08 เมษายน 2010
Category: ศิษย์เก่า
 
 
 
 
 
 
 
เพื่อนจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนมิตรภาพยังคงเดิม วีดีโอนี้เป็นวีดีโอภาพความทรงจำระหว่างความเป็นเพื่อน อยากให้เพื่อนได้ดูได้รับชมและจดจำวันนี้ให้ดี [More] [Less]
Date: 26 มีนาคม 2010
Category: ศิษย์เก่า
 
 
 
 
 
 
 
3D Relax at aziz
Date: 26 มีนาคม 2010
Category: ศิษย์เก่า
 
 
 
Most Viewed

 
 
 
 
การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาร์มอนิก (simple harmonic motion) เป็นการเคลื่อนที่แบบสั่น โดยวัตถุจะเคลื่อนที่กลับมาซ้ำทางเดิมโดยผ่านตำแหน่งสมดุล ด้วยขนาดของการกระจัดสูงสุดมีค่าคงตัว เมื่อดูกราฟความสัมพันธ์ระหว่างการกระจัด(x)กับเวลา(t) ความเร็ว(v)กับเวลา(t) และความเร่ง(a)กับเวลา(t) แล้ว จะพบว่าขนาดของความเร่งของอนุภาคจะแปรผันตรงกับขนาดของการกระจัด แต่มีทิศทางตรงกันข้าม ตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาร์โมนิก เช่น การเคลื่อนที่ของมวลติดปลายสปริง การเคลื่อนที่แกว่งไปมาของลูกตุ้มนาฬิกา ฯลฯ [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ฟิสิกส์
 
 
 
 
 
 
 
อะมีบาเป็นโพรโทซัวสกุลหนึ่ง มีลักษณะรูปร่างไม่แน่นอน หากมองจากกล้องจุลทรรศน์ จะมีลักษณะเป็นก้อนใสคล้ายวุ้น เคลื่อนที่โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม(ของเหลวภายในเซลล์) โดยไซโทพลาสซึมไปดันเยื่อหุ้มเซลล์ให้ยื่นยาวออกกลายเป็น เท้าเทียม (Pseudopodium) อาหารของอะมีบาประกอบด้วยเศษสารอินทรีย์ เซลล์แบคทีเรีย สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อื่น ๆ อะมีบา นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยการยื่นส่วนของขาเทียมออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหารตก เข้าไปอยู่ภายในเซลล์โดยการยื่นส่วนของขาเทียมออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหาร ตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์ เรียกอาหารที่อยู่ในเซลล์นี้ว่า ฟูดแวคิวโอล (food vaceuole) ต่อจากนั้นส่วนไซโทพลาซึมของอะมีบาก็จะสร้างน้ำย่อยซึ่งส่วนใหญ่เป็น กรดเกลือ (HCI) ออกมาย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอล อีกที่หนึ่ง การเคลื่อนไหวของไซโทพลาซึมจะทำให้สารอาหารต่าง ๆ ถูกลำเลียงไปทั่วเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยจะถูกขับออกทางผิวของเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ชีววิทยา
 
 
 
 
 
 
 
ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นชื่อย่อของสารพันธุกรรม ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic acid) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิก (กรดที่พบในใจกลางของเซลล์ทุกชนิด) ที่พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ คน, สัตว์, พืช, เชื้อรา, แบคทีเรีย, ไวรัส เป็นต้น ดีเอ็นเอบรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นไว้ ซึ่งมีลักษณะที่ผสมผสานมาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อน ซึ่งก็คือ พ่อและแม่ และสามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป ซึ่งก็คือ ลูกหลาน ดีเอ็นเอมีรูปร่างเป็นเกลียวคู่ คล้ายบันไดลิงที่บิดตัว ขาของบันไดแต่ละข้างก็คือการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) นิวคลีโอไทด์เป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยน้ำตาล, ฟอสเฟต (ซึ่งประกอบด้วย ฟอสฟอรัส และ ออกซิเจน), และเบส (หรือด่าง) นิวคลีโอไทด์มีอยู่สี่ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine, A), ไทมีน (thymine, T), ไซโตซีน (cytosine, C), และกัวนีน (guanine, G) ขาของบันไดสองข้างหรือนิวคลีโอไทด์ถูกเชื่อมด้วยเบส โดยที่ A จะเชื่อมกับ T และ C จะเชื่อมกับ G เท่านั้น (ในกรณีของดีเอ็นเอ) และข้อมูลทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เกิดขึ้นจากการเรียงลำดับของเบสในดีเอ็นเอนั่นเอง ผู้ค้นพบดีเอ็นเอ คือ ฟรีดิช มีสเชอร์ ในปี พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) แต่ไม่ทราบว่ามีโครงสร้างอย่างไร จนในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) เจมส์ ดี. วัตสัน และ ฟรานซิส คริก เป็นผู้ไขความลับโครงสร้างของดีเอ็นเอ และนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ชีววิทยา
 
 
 
 
 
 
 
อธิบายการเกิดข้างขึ้นข้างแรมนะครับ
Date: 01 กันยายน 2009
Category: ดาราศาสตร์และธรณีวิทยา
 
 
 
 
 
 
 
การทดลองนี้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวแสงที่ไปตกกระทบกับกระจกทำมุมกับเส้นตั้งฉาก เท่ากับมุมที่แนวแสงสะท้อนทำกับเส้นตั้งฉาก สรุปได้เป็นกฏการสะท้อนได้ว่า 1 มุมตกกระตกเท่ากับมุมสะท้อน ณ ตำแหน่งที่แสงตกกระทบ 2 รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่ในระนาบเดียวกัน [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ฟิสิกส์
 
 
 
 
 
 
 
เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แสงที่เคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่แตกต่างกัน (ในกรณีนี้คืออากาศและพลาสติกใส) จะทำให้ทิศของแสงเปลี่ยนไปจากแนวเดิม เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การหักเหของแสง [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ฟิสิกส์
 
 
 
 
 
 
 
ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ หมายถึง ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงระดับเสียง หรือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของ เสียง เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงและผู้สังเกตเคลื่อนที่สัมพัทธ์ต่อกัน นักฟิสิกส์ชาวออสเตรเลีย Doppler ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ ในปีค.ศ.1842 ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ที่เกิดขึ้นแบ่งได้เป็น5กรณี คือ 1. กรณีแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตที่หยุดนิ่ง ในกรณีนี้ความถี่เสียงที่ผู้สังเกตที่หยุดนิ่ง ในกรณีนี้ความถี่เสียงที่ ผู้สังเกตได้รับน้อยกว่าเดิม ความยาวคลื่นสั้นลงระดับเสียงที่ผู้สังเกตได้รับจะสูงกว่าเดิม 2. กรณีแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตที่หยุดนิ่ง ในกรณีนี้ความถี่เสียงที่ผู้สังเกตได้รับน้อยกว่าเดิม แต่ความยาวคลื่นจะยาวขึ้น ระดับเสียงที่ผู้สังเกตได้รับจะต่ำกว่าเดิม 3. กรณีผู้สังเกตเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดเสียงที่หยุดนิ่ง ในกรณีนี้ระดับเสียงที่ผู้สังเกตได้รับจะสูงกว่เดิม และความยาวคลื่นเสียงเท่าเดิม 4. กรณีผู้สังเกตเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดเสียงที่หยุดนิ่ง ในกรณีนี้ระดับเสียงที่ผู้สังเกตได้รับจะต่ำกว่าเดิม 5. กรณีแหล่งกำเนิดและผู้สังเกตต่างเคลื่อนที่ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ต่างเคลื่อนที่เข้าหากัน หรือเคลื่อนที่แยกออกจากกัน หรือเคลื่อนที่ตามกัน [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ฟิสิกส์
 
 
 
 
 
 
 
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (nuclear fission reaction) คือ การแตกตัวของนิวเคลียส หมายถึง การที่นิวเคลียสของธาตุหนักบางธาตุที่เป็นเชื้อเพลิง เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียมถูกชนด้วยนิวตรอนแล้วแตกตัวออกเป็นสองเสี่ยงเป็นนิวเคลียสของธาตุ เบาที่มีขนาดเกือบเท่ากัน เรียกว่า ผลผลิตจากฟิชชัน (fission product) พร้อมกับมีอนุภาครังสีและพลังงานจำนวนมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาด้วย [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ฟิสิกส์
 
 
 
Highest Rated

 
 
 
 

โซเดียม (อังกฤษ:Sodium)เป็นธาตุเคมีในตารางธาตุซึ่งมีสัญลักษณ์ Na (จากคำว่า Natrium ในภาษาละติน) และหมายเลขอะตอม 11 โซเดียมเป็นโลหะอ่อน มีลักษณะเป็นไข มีสีเงิน ทำปฏิกิริยาได้ว่องไว และอยู่ในกลุ่มโลหะอัลคาไล โซเดียมมีมากในสารประกอบทางธรรมชาติ (โดยเฉพาะเฮไลต์). โซเดียมทำปฏิกิริยาได้ว่องไวมาก ให้เปลวไฟสีเหลือง ออกซิไดส์ในอากาศและทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับน้ำ จึงจำเป็นต้องเก็บอยู่ในน้ำมัน โลหะโซเดียมทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับน้ำให้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) และแก๊สไฮโดรเจน สารละลายมีสภาพเป็นด่างจากการละลายของไฮดรอกไซด์ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ระหว่างเกิดปฏิกิริยา โลหะโซเดียมจะหมุนวนอยู่ในน้ำและค่อยๆสลายไป ปฏิกิริยาจะร้อนจนบางครั้งติดไฟลุกไหม้ ให้เปลวไฟสีเหลืองส้ม ตามสมการ 2 Na + 2H2O -----> 2 NaOH + H2

[More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: เคมี
 
 
 
 
 
 
 
เนบิวลา (อังกฤษ: nebula - มาจากภาษาละติน nebula (พหูพจน์ nebulae) หมายถึง \"หมอก\") เป็นกลุ่มเมฆหมอกของฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศ เดิมคำว่า \"เนบิวลา\" เป็นชื่อสามัญ ใช้เรียกวัตถุทางดาราศาสตร์ที่เป็นปื้นบนท้องฟ้าซึ่งรวมถึงดาราจักร (กาแล็กซี) ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากทางช้างเผือก (ตัวอย่างเช่น ในอดีตเคยเรียกดาราจักรแอนดรอเมดาว่าเนบิวลาแอนดรอเมดา (Andromeda Nebula) เราอาจจำแนกเนบิวลาได้ตามลักษณะของการส่องสว่าง ดังนี้ เนบิวลาสว่าง (Diffuse nebula) เป็นเนบิวลาที่มีลักษณะฟุ้ง มีแสงสว่างในตัวเอง แบ่งเป็น * เนบิวลาเปล่งแสง (Emission nebula) เนบิวลาเปล่งแสงเป็นเนบิวลาที่มีแสงสว่างในตัวเอง เกิดจากการเรืองแสงของอะตอมของไฮโดรเจนที่อยู่ในสถานะไอออน ในบริเวณ HII region เนื่องจากได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์ภายในเนบิวลา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็คือดาวฤกษ์เกิดใหม่ที่เนบิวลานั้นสร้างขึ้นนั่นเอง การ เรืองแสงนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากอิเลกตรอนอิสระกลับเข้าไปจับกับไอออนของไฮโดรเจน และคายพลังงานออกมาในช่วงคลื่นที่ต่างๆ โดยค่าความยาวคลื่น เป็นไปตามสมการ E=hc/? เมื่อ E เป็นพลังงานที่อะตอมของไฮโดรเจนคายออกมา h เป็นค่าคงตัวของพลังค์ c เป็นความเร็วแสง และ ? เป็นความยาวคลื่น เนื่องจากเนบิวลาเปล่งแสง จะเปล่งแสงในช่วงคลื่นที่เฉพาะตัวตามธาตุองค์ประกอบของเนบิวลา ทำให้มีสีต่างๆกัน และการวิเคราะห์สเปกตรัมของเนบิวลาชนิดนี้ จะพบว่าสเปกตรัมเป็นชนิดเส้นเปล่งแสง (Emission Lines) และสามารถวิเคราะห์ธาตุองค์ประกอบ หรือโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบของเนบิวลาได้อีกด้วย เนบิวลาชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะมีสีแดงจากไฮโดรเจน และสีเขียวจากออกซิเจน บางครั้งอาจมีสีอื่นซึ่งเกิดจากอะตอม หรือโมเลกุลอื่นๆก็เป็นได้ ตัวอย่างเนบิวลาเปล่งแสงได้แก่ เนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (M42 Orion Nebula) เนบิวลาอเมริกาเหนือในกลุ่มดาวหงส์ (NGC7000 North America Nebula) เนบิวลาทะเลสาบในกลุ่มดาวคนยิงธนู (M8 Lagoon Nebula) เนบิวลากระดูกงูเรือ (Eta-Carinae Nebula) เป็นต้น * เนบิวลาสะท้อนแสง (Reflection nebula) เนบิวลาสะท้อนแสงเป็นเนบิวลาที่มีแสงสว่างเช่นเดียวกับเนบิวลาเปล่งแสง แต่แสงจากเนบิวลาชนิดนี้นั้น เกิดจากการกระเจิงแสงจากดาวฤกษ์ใกล้เคียงที่ไม่ร้อนมากพอที่จะทำให้เนบิวลา นั้นเปล่งแสง กระบวนการดังกล่าวทำให้เนบิวลาชนิดนี้มีสีฟ้า องค์ประกอบหลักของเนบิวลาชนิดนี้ที่ทำหน้าที่กระเจิงแสงจากดาวฤกษ์คือฝุ่น ระหว่างดาว (Interstellar dust) การกระเจิงแสงของฝุ่นระหว่างดาวเป็นกระบวนการเดียวกับการกระเจิงแสงของฝุ่น ในบรรยากาศซึ่งทำให้ท้องฟ้ามีสีฟ้า ตัวอย่างเนบิวลาสะท้อนแสง เช่น เนบิวลาในกระจุกดาวลูกไก่บริเวณดาวเมโรเป เนบิวลาหัวแม่มด(Witch Head Nebula) เนบิวลา M78 ในกลุ่มดาวนายพราน เป็นต้น เนบิวลาชนิดนี้บางครั้งก็พบอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเนบิวลาเปล่งแสง เช่นเนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula) ที่มีทั้งสีแดงจากไฮโดรเจน สีเขียวจากออกซิเจน และสีฟ้าจากการสะท้อนแสง เป็นต้น เนบิวลาดาวเคราะห์ (Planetary nebula) เนบิวลาดาวเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการในช่วงสุดท้ายของดาวฤกษ์มวล น้อย และดาวฤกษ์มวลปานกลาง เมื่อมันเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ไฮโดรเจนในแกนกลางหมดลง ส่งผลให้ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ภายในแกนกลางยุติลงด้วย ทำให้ดาวฤกษ์เสียสมดุลระหว่างแรงดันออกจากความร้อน กับแรงโน้มถ่วง ทำให้แกนกลางของดาวยุบตัวลงเข้าหาศูนย์กลางเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวมัน เอง จนกระทั่งหยุดเนื่องจากแรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเล็กตรอน กลายเป็นดาวแคระขาว เปลือกภายนอกและเนื้อสารของดาวจะหลุดออก และขยายตัวไปในอวกาศ เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ซึ่งไม่มีพลังงานอยู่ แต่มันสว่างขึ้นได้เนื่องจากได้รับพลังงานจากดาวแคระขาวที่อยู่ภายใน เมื่อเวลาผ่านไปดาวแคระขาวก็จะเย็นตัวลง และเนบิวลาดาวเคราะห์ก็จะขยายตัวไปเรื่อยๆจนกระทั่งจางหายไปในอวกาศ เนบิวลา ดาวเคราะห์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับดาวเคราะห์ ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะที่เป็นวงกลมขนาดเล็กคล้ายดาวเคราะห์เมื่อสังเกต จากกล้องโทรทรรศน์นั่นเอง ตัวอย่างของเนบิวลาชนิดนี้ได้แก่ เนบิวลาวงแหวน ในกลุ่มดาวพิณ (M57 Ring Nebula) เนบิวลาดัมเบลล์ (M27 Dumbbell Nebula) เนบิวลาตาแมว (Cat?s eye Nebula) เนบิวลาเกลียว (Helix Nebula) เป็นต้น ซากซูเปอร์โนวา (Supernova remnant) สำหรับดาวฤกษ์มวลมากนั้น จุดจบของดาวจะรุนแรงกว่าดาวฤกษ์มวลน้อยและมวลปานกลางเป็นอย่างมาก ดาวจะสามารถจุดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชันของธาตุที่หนักกว่าไฮโดรเจน และฮีเลียมได้ จนกระท [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ดาราศาสตร์และธรณีวิทยา
 
 
 
 
 
 
 
ญี่ปุ่นลงนามยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2กันยายน 2488 บนเรือประจัญบานมิซซูรี่ ที่ลอยลำอยู่ในอ่าวโตเกียว โดยมีตัวแทนจากฝ่ายสัมพันธมิตร 9 ประเทศเข้าร่วม นำโดยนายพลดักลาส แมคอาเธอร์ เป็นสัญญาณสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง พิธีลงนามที่ดำเนินอยู่นาน 23 นาที มีการนำไปถ่ายทอดทั่วโลก [More] [Less]
Date: 07 กันยายน 2009
Category: ประวัติศาสตร์
 
 
 
 
 
 
 
99 names of Allah
Date: 07 กันยายน 2009
Category: อะนาชีด
 
 
 
 
 
 
 
อะนาชีดร่วมในงาน The Miracle Anasyid มอ.ปัตตานี
Date: 08 กันยายน 2009
Category: กิจกรรมนักเรียน
 
 
 
 
 
 
 
อะนาชีดในงาน The Miracle Anasyid มอ.ปัตตานี
Date: 08 กันยายน 2009
Category: กิจกรรมนักเรียน
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 52 ยานไร้คนขับ LCROSS : Lunar Crater Observation and Sensing Satellite ของ NASA พุ่งชนดวงจันทร์ โดยเมื่อจรวดกระทบผิวดวงจันทร์ กล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวกว่า 20 แห่ง จะร่วมจับภาพ เพื่อนำไปวิเคราะห์และค้นหาการมีอยู่ของน้ำบนดวงจันทร์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.spacethai.net/content/view/159/2/ [More] [Less]
Date: 18 ตุลาคม 2009
Category: ดาราศาสตร์และธรณีวิทยา
 
 
 
 
 
 
 
ยูนัยดะห์ ใบหมัด ศิษย์เก่ารุ่นที่ 25 น.ศ. 2 เภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สัมภาษณ์ในรายการแผ่นดินเดียวกัน วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 [More] [Less]
Date: 17 กุมภาพันธ์ 2010
Category: ศิษย์เก่า
 
 
 
Featured

Categories